คดีปกครองประเภทใด ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้?

คดีปกครองประเภทใด ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้?

ศษลปกครอง

คดีปกครองที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ มีอยู่  6 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจา้หนา้ทขี่องรฐัออกกฎ คำสงั่ทางปกครอง หรอืกระทำการอนื่ใด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

คดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ เช่น
– พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ กฎกระทรวงกำหนดเวลาเปิดหรือปิดสถานบริการ ระเบียบมหาวิทยาลัยที่กำหนดให้นักศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์ เป็นภาษาอังกฤษ
– หนังสือเวียนของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับสิทธิการเบิก ค่าเช่าบ้านข้าราชการที่กำหนดหลักเกณฑ์จำกัดสิทธิของข้าราชการ นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าเช่าบ้าน ข้าราชการ

คดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง เช่น
– คำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนญุาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม คำสั่งออกหรือไม่ออกโฉนดที่ดิน
– คำสั่งออกหรือไม่ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร คำสั่งยกเลิกการประกวดราคา
– คำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ

คดีที่ฟ้องขอให้ระงับการกระทำ เช่น
– การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้ารื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเจ้าของอาคารไม่ยอมรื้อถอนตามคำสั่งของ เจ้าพนักงานท้องถิ่น
– การที่กรุงเทพมหานครกำหนดจดุกอ่สร้างสะพานลอยบังหน้า อาคารของผู้ฟ้องคดี
คดีประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่ง ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือสั่งห้ามการกระทำทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

2.คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เช่น

– การที่เอกชนซึ่งได้รับมอบหมายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นผู้กำจัดขยะ แต่ได้ดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ซึ่งประชาชนได้ ร้องเรียนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเพิกเฉยมิได้ดำเนินการให้เอกชนระงับการกระทำดังกล่าว
– เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ระงับเหตุรำคาญหรือจัดการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้นอีก
– เอกชนได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นเวลา 1 ปีแล้ว แต่ เจ้าพนักงานที่ดินยังไม่ดำเนินการให้
– เอกชนไดแ้จง้ความรอ้งทกุขต์อ่พนกังานสอบสวน แตพ่นกังาน สอบสวนบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับแจ้งความร้องทุกข์
– พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว แต่ละเลย ไม่ดำเนินการสอบสวนจนเวลาล่วงเลยไปหลายปี
– คณะกรรมการข้าราชการตำรวจพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการตำรวจล่าช้าเกินสมควร
คดีประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด

3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิด อยา่งอนื่ของหนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจาก การใชอ้ำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือ จากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เช่น

– การใชhมาตรการบังคับทางปกครองเข้ารื้อถอนอาคารเกินกว่า ที่จำเป็น
– การที่แพทยสภาออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียงและขาดรายได้
– การที่ผู้บังคับบัญชาไม่ใช้ความระมัดระวังควบคุมดูแล ให้เพียงพอ ท ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชายักยอกเงินของทางราชการทำให้ ราชการเสียหาย
– การที่พนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ลักทรัพย์ ของผู้แจ้งความร้องทุกข์ ทำให้ผู้นั้นได้รับความเสียหาย
– การเรียกร้องค่าทดแทนการเวนคืนอสังหารริมทรัพย์เพิ่มขึ้น
คดีประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ฟ้องคดี หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ

แต่ถ้าเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการ ปฏิบัติหน้าที่มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ก็ไม่ อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เช่น
– การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เกิดจากการขับรถยนต์ในการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทซึ่งเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติ หน้าที่ตามปกติทั่วไปมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายจึงไม่อยู่ใน อำนาจของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
– การที่แพทย์โรงพยาบาลของรัฐตรวจรักษาผู้ป่วยไม่ถูกต้อง ทำให้อาการป่วยของผู้ป่วยทรุดหนักลงซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ วิชาความรู้ทางการแพทย์ไม่ถูกต้องมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง 

สัญญาระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนนั้น มีมาเป็น เวลานานแล้ว ซึ่งแต่เดิมเมื่อยังไม่มีศาลปกครอง คดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาดังกล่าวต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรม ซึ่งศาลยุติธรรมได้นำหลักใน สัญญาทางแพ่งมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชน จึงมิได้มีการแยกแยะว่า สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

แต่เมื่อมีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นมาแล้วพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติให้คดีพิพากเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง โดย พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดความหมายของ “สัญญาทางปกครอง” ไว้ว่า จะต้องมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ
(1)คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ
(2) สัญญานั้นต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) เป็นสัญญาสัมปทาน เช่น สัญญาสัมปทานสร้าง ทางด่วน สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า BTS สัญญาสัมปทานให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่
(ข) สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ เช่น สัญญาให้ บริการทางการแพทย์ที่สำนักงานประกันสังคมทำกับโรงพยาบาล เอกชน
เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกันสังคม
(ค) สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เช่น สัญญาจ้าง เอกชนก่อสร้างสะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน เขื่อน สัญญาจ้าง ก่อสร้างและวางท่อน้ำประปา
(ง) สัญญาที่แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สัญญาให้ทำไม้ ทำเหมืองแร่ ขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ ศาลปกครองสู่สุดได้วินิจฉัยบัญญัติเพิ่มเติมไว้ลักษณะดังต่อไปนี้เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพอีกด้วย
(1) สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง เช่น สญัญารว่มการงานและรว่มลงทนุขยายบรกิารโทรศพัท์ 1.5 ลา้นเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค
(2) สัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึง เอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนิน กิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล เช่น สัญญาที่ ข้าราชการลาไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
ซึ่งมีข้อกำหนดในสัญญา ให้สิทธิทางราชการบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวหรือเรียกตัวข้าราชการ กลับจากต่างประเทศก่อนครบกำหนดไม่ว่าในกรณีใดๆ สัญญาจ้าง ก่อสร้างอาคารที่มีข้อกำหนดในสัญญาให้คู่สัญญาที่เป็นหน่วยงาน ทางปกครองสามารถบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว โดยที่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน ไม่ต้องผิดสัญญาและสั่งผู้รับจ้างให้ทำงานพิเศษเพิ่มเติมได้แม้มิได้ ระบุไว้ในสัญญา
คดีประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจพิพากษาให้คู่สัญญาใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ

5. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับบุคคลให้กระทำการ หรือละเว้นกระทำการ เช่น

– พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 บัญญัติให้เจ้าท่าร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้มีการรื้อถอนอาคาร หรือสิ่งอื่นใดที่ล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำของแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชน หรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำไทย หรือ บนชายหาดของทะเลดังกล่าว ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นไม่ยอมรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าท่าภายในเวลาที่ กำหนด
– พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า เมื่อ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้ผู้ที่ทำการก่อสร้างอาคารโดยไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายรื้อถอนอาคารดังกล่าวออกไป แต่ผู้นั้นไม่ยอมปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลปกครองให้มีคำสั่ง จับกุมและกักขังผู้นั้นเพื่อให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารได้

6. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เช่น

– พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 บัญญัติว่า ผู้ซึ่ง ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับ การสั่งรื้อย้ายอาคารและการคิดค่าใช้จ่ายในการรื้อย้ายอาคาร มีสิทธิ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้
– พระราชบญัญตักิารประกอบกจิการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บัญญัติว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือเจ้าของที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาที่ดินในจำนวนเงินค่าตอบแทนที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนด มีสิทธิที่จะ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้
คดีปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพจิารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น โดยปกติอยู่ใูนอำนาจศาลปกครองชั้นต้นยกเว้นประเภทของคดีปกครองดังต่อไปนี้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวธิพีจิารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด
(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัย ข้อพิพาทตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศ กำหนด ซงึ่ปจัจบุนัยงัไมม่ปีระกาศทป่ีระชมุใหญต่ลุาการในศาลปกครอง สูงสุดกำหนดไว้
(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี เช่น การฟ้องว่ากฎกระทรวงออกโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย
(3) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด คดีประเภทนี้เพียงพิจารณาจากกฎหมายเฉพาะของแต่ละเรื่อง
นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นด้วย

ที่มา : สำนักงานศาลปกครอง

117 ตอบกลับไปที่ “คดีปกครองประเภทใด ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้?”

ใส่ความเห็น