ควบคุมอาคาร : ฟ้องขอให้เพิกถอนคําสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ว่างระหว่าง ตึกแถว

เรื่อง ควบคุมอาคาร : ฟ้องขอให้เพิกถอนคําสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ว่างระหว่าง
ตึกแถว (พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ มาตรา ๘ และมาตรา ๔๒
พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๗
วรรคหนึ่ง กฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๓๔ วรรคสาม และวรรคห้า)

เป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๙๖/๒๕๕๗
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ติดตั้งโครงเหล็กพร้อมหลังคาเหล็กรีดและผนังแผง
ลวดตาข่ายโครงคร่าวเหล็กเลื่อนได้ในที่ว่างที่ติดกับตึกแถวของผู้ฟ้องคดี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
(นายกเทศมนตรีตําบลตากฟ้า) ได้ออกคําสั่งลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอน
สิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคําสั่ง โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีก่อสร้างต่อเติม
อาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และเป็นการกระทําที่ไม่สามารถแก้ไข
เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าว ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
(คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด
นครสวรรค์) และต่อมาวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ ได้รับหนังสือแจ้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคําวินิจฉัย
อุทธรณ์ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ให้ยืนตามคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คําสั่ง
และคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลเพิกถอนคําสั่งและ
คําวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ติดตั้งโครงเหล็กพร้อม
หลังคาเหล็กรีดตลอดแนวความลึกของอาคารและผนังแผงลวดตาข่ายโครงคร่าวเหล็กเลื่อนปิดกั้นได้
ในบริเวณที่ว่างที่ติดกับตึกแถวคูหาของผู้ฟ้องคดีกับอาคารตึกแถวอีกฟากหนึ่ง จึงมีลักษณะเป็นสิ่งที่
สร้างขึ้นซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และโดยที่การกระทําดังกล่าวเป็นการต่อเติม หรือ
ขยายส่วนด้านข้างอาคารตึกแถว อันอยู่ในความหมายของคําว่า “อาคาร” และ คําว่า “ดัดแปลง”
ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แม้ส่วนที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงทั้งหมด
จะมีน้ําหนักมวลรวมไม่เกินร้อยละสิบของน้ําหนักโครงสร้างอาคารเดิมก็ตาม แต่ก็เป็นกรณี
การก่อสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดในบริเวณที่ว่างระหว่างตึกแถว ซึ่งข้อ ๓๔ วรรคสาม
และวรรคห้า ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในมาตรา ๘
แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กําหนดให้ต้องมีการเว้นว่างไว้ไม่น้อยกว่า ๔ เมตร
และห้ามไม่ให้มีการก่อสร้างอาคาร รั้ว กําแพง หรือสิ่งก่อสร้างอื่นใด หรือจัดให้เป็น
บ่อน้ํา สระว่ายน้ํา ที่พักมูลฝอย หรือที่พักรวมมูลฝอยไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์
เพื่อมุ่งคุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนทั้งในด้านการป้องกันอัคคีภัย
การสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการอํานวยความสะดวกในด้านต่างๆ
เป็นสําคัญ ดังนั้น การกระทําของผู้ฟ้องคดีจึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงไม่อาจพิจารณาอนุญาตให้ก่อสร้างได้ แต่หากจะพิจารณาให้ได้รับอนุญาต
ก็มีผลเป็นเพียงข้อยกเว้นของกฎหมายซึ่งเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะต้องใช้อย่าง
เคร่งครัดโดยมิให้ขัดต่อกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดในบริเวณที่ว่างดังกล่าว
โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและไม่ได้ขออนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
ตามกฎหมาย รวมทั้งการก่อสร้างใดๆ ที่ปิดกั้นช่องว่างระหว่างตึกแถวย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า
เมื่อเกิดอัคคีภัยจะเกิดความไม่สะดวกในการระงับอัคคีภัยอันเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ของประชาชน และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารดังกล่าวระหว่างตึกแถว
จึงเป็นการก่อสร้างปิดกั้นช่องว่างระหว่างตึกแถวอันเป็นพื้นที่สาธารณะโดยใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัวโดยปริยาย
กรณีจึงเห็นได้ว่าไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมายได้ นอกจากรื้อถอน
ออกไปเท่านั้น ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีอํานาจตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ที่จะออกคําสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวออกไปจากบริเวณที่นั้นได้ และโดยที่ พ.ร.บ.
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า เป็นกรณีที่
คู่กรณีมีสิทธิตามกฎหมายในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดอยู่แล้ว และคําสั่งของเจ้าพนักงาน
ท้องถิ่นอาจกระทบต่อสิทธิดังกล่าวนั้น แต่กรณีนี้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิตามกฎหมายอยู่ก่อนที่เจ้าพนักงาน
ท้องถิ่นจะมีคําสั่งแต่อย่างใด เนื่องจากมีกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ใดก่อสร้างอาคาร รั้ว กําแพง หรือ
สิ่งก่อสร้างอื่นใด ในที่ว่างระหว่างตึกแถว ตามข้อ ๓๔ วรรคห้า ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓)
ออกตามความในมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก
เจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของ
กฎหมายดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง อีกทั้งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจ
อ้างสิทธิโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานตามมาตรา ๓๐ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงชอบที่จะออกคําสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารได้โดยไม่จําต้อง
ให้ผู้ฟ้องคดีได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน
ออกคําสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ระบุไว้ในคําสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวว่า
ผู้ฟ้องคดีทําการต่อเติมโครงเหล็กพร้อมมุงหลังคาเหล็กรีดตลอดแนวความลึกของอาคารและติดตั้ง
ผนังแผงลวดตาข่ายโครงคร่าวเหล็กเลื่อนได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และเป็น
การกระทําที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา ๘
แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเห็นได้ว่า คําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองที่ได้จัดให้
มีเหตุผล ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น คําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนโครงเหล็กพร้อมหลังคาเหล็กรีดและผนังแผงลวดตาข่าย
โครงคร่าวเหล็กเลื่อนได้ที่ผู้ฟ้องคดีต่อเติมเข้าไปในที่ว่างระหว่างตึกแถว และคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ให้ยืนตามคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นคําสั่ง
ที่ชอบด้วยกฎหมาย
ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “ควบคุมอาคาร : ฟ้องขอให้เพิกถอนคําสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ว่างระหว่าง ตึกแถว”

  1. Attractive section of content. I just stumbled upon your
    website and in accession capital to assert that I acquire in fact
    enjoyed account your blog posts. Anyway I will be subscribing to your feeds and even I
    achievement you access consistently fast.

ใส่ความเห็น