คำฟ้องคดีปกครอง

ศาลปกครองOK

ในการพิจารณาคำฟ้องว่าศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น จะตรวจสอบทั้งในเนื้อหาและในรูปแบบของคำฟ้อง ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้ 3 ประเด็นคือ

  1. ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง
  2. ประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลปกครอง
  3. ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี

โดยมีรายละเอียดในการพิจารณาดังนี้

  1. การพิจารณาคำฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง

ในการพิจารณาว่าคำฟ้องใด ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับคำฟ้องมีลักษณะเป็น คดีพิพาทตามมาตร 9 วรรคหนึ่งแห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาได้จากลักษณะของคู่กรณีและลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือจากลักษณะที่กฎหมายกำหนดมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยเฉพาะ

ลักษณะของคู่กรณี

โดยลักษณะของคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นั้น จะมีคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองในที่นี้มิได้หมายความเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองด้วย เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เช่นเดียวกัน มิได้หมายความเฉพาะข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นตามที่ระบุในนิยามมาตรา 3 แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

ลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี อาจพิจารณาได้จากลักษณะคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีความหลากหลาย ทั้งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายและแสดงเจตนาหรือสั่งการที่มีผลก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลหรืออาจเรียกได้ว่า นิติกรรมทางปกครอง (กฎและคำสั่งทางปกครอง) หรือมีลักษณะเป็นการกระทำที่มิใช่การแสดงเจตนาหรือสั่งการแต่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีผลทางกฎหมาย หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติการทางปกครอง หรือมีลักษณะเป็นการกระทำเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งทั้งหมดดังที่กล่าวนั้นอาจแยกพิจารณาออกได้เป็น 5 ลักษณะ กล่าวคือ

ลักษณะที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ลักษณะของคดีพิพาทประเภทนี้จะเป็นลักษณะของการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น กฎ หรือการกระทำอื่นใด ดังนั้นคดีพิพาทนี้คงพิจารณาแต่เพียงว่า การกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกฎหมายในที่นี้มิได้หมายความถึงกฎหมายในระดับ พรบ.เท่านั้น แต่มีความหมายอย่างกว้างโดยหมายความรวมถึง หลักเกณฑ์ต่างๆของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ, พรบ., พรก., พรฎ., กฎกระทรวง, หรือกฎหมายลำดับรองที่ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่ฝ่ายปกครองต้องปฏิบัติตามด้วย และมีผลออกสู่ภายนอกกระทบต่อบุคคลหรือไม่

ลักษณะที่เป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า

ลักษณะของคดีพิพาทประเภทนี้จะเป็นเรื่องของการละเลยหรือไม่กระทำการ หรือกระทำการแต่ล่าช้าเกินสมควร โดยจะพิจารณาว่าหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีหน้าที่แล้วกรณีย่อมไม่ใช่คดีพิพาทประเภทนี้ สำหรับกรณีล่าช้าเกินสมควรนั้น อาจพิจารณาจากการดำเนินการที่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หรือหากกรณีไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการไว้ก็ควรต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แต่ละกรณีว่าเรื่องดังกล่าวควรต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด

ลักษณะที่เป็นการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น

ลักษณะของคดีพิพาทประเภทนี้จะเป็นเรื่องของการที่คู่กรณีประสงค์ที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาเกี่ยวกับความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการกำหนดค่าสินไหมทดแทนหรือค่าทดแทนความเสียหายเป็นสำคัญ โดยผู้ฟ้องคดีอาจขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนกฎ คำสั่งทางปกครอง สั่งห้ามกระทำการ หรือสั่งให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยก็ได้ สำหรับ “ความผิดอย่างอื่น” นั้น คงหมายความถึงความรับผิดอื่นนอกเหนือจากความรับผิดเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือทางละเมิด เช่น ความรับผิดเกี่ยวกับค่าทดแทน การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาลักษณะการกระทำที่เป็นละเมิดหรือความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้น จะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการคือ

ประการแรก เป็นการกระทำที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากเป็นเรื่องการกระทำส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

ประการที่สอง เป็นการกระทำที่ใช้อำนาจตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินควร

ซึ่งหากการกระทำที่เป็นเหตุในการฟ้องคดีไม่เข้าเงื่อนไขทั้งสองประการแล้ว กรณีย่อมไม่ใช่คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้

ลักษณะที่เป็นการกระทำเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ลักษณะของคดีพิพาทประเภทนี้จะเป็นเรื่องที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้จัดทำสัญญากับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งในการพิจารณาว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือไม่นั้น อาจพิจารณาได้จากคู่สัญญา วัตถุแห่งสัญญา หรือเนื้อหา หรือข้อกำหนดในสัญญา เป็นสำคัญ โดยแยกพิจารณาดังนี้

  1. คู่สัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ
  2. วัตถุแห่งสัญญา หรือเนื้อหา หรือข้อกำหนดในสัญญา จะต้องเป็นสัญญาที่ให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรืออาจเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือสัญญาที่ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้ให้ความหมายของสัญญาทางปกครอง ตามมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2544 ว่าเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล

คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

คดีพิพาทในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เช่น คดีร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรณีที่กฎหมายไม่กำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องฟ้องคดีต่อศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามที่ พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กำหนดไว้

คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

คดีพิพาทในลักษณะนี้คือคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละฉบับที่จะกำหนดให้เป็นเรื่องที่อยู่ในนาจของศาลปกครองกรณีจึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

คดีที่กฎหมายยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

คดีที่กฎหมายยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้น บัญญัติในมาตรา 9 วรรคสอง ได้แก่ คดีเกี่ยวกับการดำเนินวินัยทหาร คดีเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลชำนัญพิเศษ อย่างไรก็ตาม คดีที่กฎหมายกำหนดมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง มิได้มีเพียงเฉพาะที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคสอง เท่านั้น ยังมีกฎหมายอันที่บัญญัติมิให้คดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง เช่น พก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นต้น

เช่นนี้การคดีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจศาลปกครองนั้น หากปรากฏว่าคำฟ้องไม่ใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ก็ไม่จำต้องพิจารณาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลปกครองหรือเงื่อนไขการฟ้องคดีอื่นอีก

183 ตอบกลับไปที่ “คำฟ้องคดีปกครอง”

  1. Wonderful story, reckoned we could combine a handful of unrelated information, nevertheless actually worth taking a search, whoa did one discover about Mid East has got additional problerms at the same time.

ใส่ความเห็น