ถมคูคลอง ก็เป็นคดี !!!!

‘คลอง’ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญขึ้น ว่ามั้ย ?
โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้คลองตามตลาดน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของชุมชนดั้งเดิม หรือที่ขุดลอกสร้างกันใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อทั้งนั้น
ถ้าลองไปเดินดู จะตลาดน้ำอัมพวาก็ดี ตลาดน้ำดอนหวายก็ดี คนเยอะเชียว ยิ่งวันหยุดนะ เดินกันพรึ่บ มากันเป็นคู่ๆ เต็มไปหมด
รุ่นอาวุโสมากหน่อย แบบว่าหนีกันไปไหนไม่ได้แล้ว ประเภทคงต้องอยู่กันไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้าง อะไรประมาณนั้น ลักษณะก็จะเป็นการเดินควงแขนกะหย่องกะแหย่ง ดูแลกันมานิดนึง … น่ารักเชียว
ส่วนที่เห็นชมตลาดเดินจูงมือกันไม่ขาด ป้อนนู่น ป้อนนี่ไปเรื่อยระหว่างเดิน ไอ้นี่น่าจะช่วงระหว่างหวานแหววยังไม่แต่ง ยังอยู่ในโปรโมชั่นดูแลเต็มที่ ว่างั้น
แต่ถ้าเห็นผู้ชายเดินจ้ำพรวดๆ นำมาก่อน ไม่รู้มันจะรีบเดินให้เสร็จๆ ไปถึงไหน แล้วก็มีผู้หญิงเดินหน้าตาเซ็งๆ สลับกับอารมณ์เสียเป็นระยะๆ หิ้วถุงใส่ข้าวของมาเต็มมือ แวะชมโน่น ดูนี่ ตามมาห่างๆ ประมาณซักสองเสาไฟฟ้าเห็นจะได้
ไอ้อย่างเนี้ย … เป็นประเภทแต่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี แล้วก็ยังไม่มีลูกด้วยชัวร์ อารมณ์แบบว่าไม่อยากมา แต่ถูกภรรยาคะยั้นคะยอแกมบังคับให้มา เลยให้หิ้วของเองซะเลย เป็นช่วงหมดโปรโมชั่นประมาณนั้น (ฮา)
แต่ถ้าประโยชน์ของคลองมิได้ใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างนั้น และไม่ได้ใช้เพื่อการสัญจรอย่างในอดีตด้วยแล้ว ก็คงต้องเหลือประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือเพื่อทำการเกษตรหรือประมง
ยิ่งเป็นเรื่องประมงด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าคลองน้ำไม่ดี มีมลพิษ ก็แย่หน่อย กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้จะพานตายกันหมด
แต่ที่หนักไปกว่าก็คือ วันดีคืนดีถ้าเกิดหน่วยงานของรัฐมีโครงการถมคลองเพื่อทำโครงการอื่นเสียเลย อย่างนี้แหละที่จะตายสนิทกัน อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนี่ไง … ความมันมีขึ้นก็เพราะว่า ชาวบ้านแถบนั้น เขาทำอาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลกัน แหล่งน้ำที่เลี้ยงก็ใช้คลองที่มีกันมานี่แหละ
ว่าแต่ว่าคลองสายนี้มันมีที่มานิดนึง เพราะก่อนเป็นคลอง มันเป็นที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเพื่อทำถนน ใช้สัญจรไปมา แล้วก็ใช้เป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ระหว่างตำบลสองตำบลไปด้วยในตัว
วิธีการก็คือว่าชาวบ้านเค้าก็ช่วยกันขุดดินจากริมๆ ที่ดินทั้งสองด้านมาถมไว้ตรงกลางเพื่อทำถนน คราวนี้ ไอ้หลุมยาวตลอดแนวที่ว่างอยู่สองด้าน เค้าก็เลยใช้ประโยชน์เป็นคลองขนาบอยู่สองข้างถนน
แต่อยู่ไปๆ คลองฝั่งหนึ่งเกิดแห้ง เหลืออยู่ฝั่งเดียวให้ชาวบ้านพอได้ใช้เลี้ยงกุ้งทำกินกัน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานดั๊นมีโครงการชลประทานน้ำเค็มซึ่งจำเป็นต้องถมคลองที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งและ ทำการประมง
เลยเดือดร้อนกันไปทั้งบางนะสิ เพราะชาวบ้านขาดแหล่งน้ำที่จะใช้เลี้ยงกุ้งซะแล้ว !!
ชาวบ้านร่วมสามสิบสี่คนก็เลยอาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพราะเรื่องนี้มันเข้าข่ายหน่วยงานกระทำละเมิดต่อชาวบ้าน จากการถมคลองที่ชาวบ้านใช้ แล้วเอาไปทำโครงการชลประทานน้ำเค็ม โดยชาวบ้านที่ฟ้องเค้าขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้หน่วยงานดำเนินการคงสภาพคลองของชาวบ้านไว้อย่างเดิม
เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เป็น “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดี ของศาลปกครอง เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ
เพราะฉะนั้น ที่ชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาเยียวยาทุกข์ให้ … จึงถูกแล้ว !!
แต่ต้องบอกไว้เป็นความรู้นิดนึงว่า การพิพากษาคดีของศาลปกครองในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญด้วยเหมือนกันนะ
เพราะหากพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการอะไรที่ไม่คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน มันก็จะผิด‘หลักการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ’ ไง
เพราะฉะนั้น หากศาลท่านพอที่จะพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขอะไรไปก่อนได้ โดยเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และไม่กระทบงบประมาณแผ่นดินของส่วนรวม ศาลปกครองท่านก็ต้องเลือกทางเส้นนั้น
อย่างเช่นคดีนี้ซึ่งศาลปกครองสูงสุดท่านได้วินิจฉัยว่า การดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานน้ำเค็ม เป็นหนึ่งในแผนงานก่อสร้างโครงการตามแผนแม่บทจัดระบบน้ำเค็มเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นการจัดระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเพื่อควบคุมมิให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ตลอดจนสามารถทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แต่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้ถมคลองเพื่อสร้างคลองส่งน้ำดีในโครงการดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงยังไม่ควรพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้เพื่อให้กลับคืนเป็นถนนในทันที
เนื่องจากการให้รื้อถอนคลองส่งน้ำดีที่พิพาทกันในคดีนี้ทันที ทั้งที่ยังสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวได้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะทั้งในแง่งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการก่อสร้างและที่จะต้องใช้ในการรื้อถอน และประโยชน์ของผู้เลี้ยงกุ้งที่ใช้ประโยชน์จากคลองส่งน้ำดีดังกล่าว ซึ่งไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำให้ที่ดินที่เป็นคลองส่งน้ำดีคืนสภาพเป็นถนน แต่สมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยก่อน ต่อเมื่อกระทรวงมหาดไทยไม่อนุมัติจึงค่อยให้รื้อถอน
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2543 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ก็ให้ดำเนินการรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้ให้มีสภาพเป็นถนนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการไม่อนุมัติของกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นอันว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ได้ช่วยหาทางออกให้แก่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีเจตนาดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ส่วนรวม สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และที่สำคัญ คือ ไม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของรัฐไปในคราวเดียวกันด้วยนั่นเอง. (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 334/2550)

 

ที่มา : สำนักงานศาลปกครอง

65 ตอบกลับไปที่ “ถมคูคลอง ก็เป็นคดี !!!!”

ใส่ความเห็น