ที่ดิน : ขอให้เพิกถอนโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ

เรื่อง ที่ดิน : ขอให้เพิกถอนโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ (พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา๙
วรรคหนึ่ง (๑) มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๒ วรรคสอง, ระเบียบของ
ที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๓๐ วรรคสอง ข้อ ๕๐
วรรคหนึ่ง)

ฟ้องพ้นกําหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะหรือ
เป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวม และไม่ปรากฏเหตุจําเป็นอื่น ในการพิจารณาพิพากษาคดี
ศาลมีอํานาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม

คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖๐/๒๕๕๗
ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้เช่าคนหนึ่งในที่ดินราชพัสดุพิพาทฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่
(กรมธนารักษ์ ที่ ๑ ธนารักษ์พื้นที่นนทบุรี ที่ ๒ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัด
นนทบุรี ที่ ๔) ร่วมกันดําเนินโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุเพื่อปลูกสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์
ให้กระทรวงการคลัง และออกประกาศจังหวัดนนทบุรี เรื่อง การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุ
แปลงหมายเลขทะเบียนที่ นบ.๓๙๒ ตําบลบางตลาด อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ ๑๖
สิงหาคม ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จึงนําคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลข
ทะเบียนที่ นบ.๓๙๒ นบ.๔๓๘ และ นบ.๕๕๔ ตําบลบางตลาด อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
เพิกถอนประกาศจังหวัดนนทบุรี เรื่อง การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลข
ทะเบียนที่ นบ.๓๙๒ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ยังไม่ได้ดําเนินการก่อสร้าง และเพิกถอน
ข้อ ๒.๓ ของคําสั่งกรมธนารักษ์ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ เรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศรับฟัง
ความคิดเห็นเมื่อมีการปลูกสร้างอาคารหรอเปล ื ี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่า เนื่องจากไม่ชอบด้วย
รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยที่
การดําเนินโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ นบ.๓๙๒ นบ.๔๓๘ และ
นบ.๕๕๔ ตําบลบางตลาด อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี รวมทั้งการออกประกาศ
จังหวัดนนทบุรี เรื่อง การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นบ.๓๙๒
ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยหาผู้ลงทุนพัฒนาที่ดินราชพัสดุเพื่อปลูกสร้างอาคารและ
ยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะให้สิทธิการเช่ามีกําหนด ๓๐ ปี เป็นการ
ใช้อํานาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตาม พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกอบกับ
กฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์
เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ และกรณีให้เพิกถอนข้อ ๒.๓ ของคําสั่งกรมธนารักษ์ลงวันที่ ๒๙
มิถุนายน ๒๕๕๓ เรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศรับฟังความคิดเห็นเมื่อมีการปลูกสร้างอาคารหรือ
เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่า ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป
โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะเจาะจงจึงมีลักษณะเป็นกฎ ดังนั้น
คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใด ตามมาตรา ๙
วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และกรณีดังกล่าวนี้ไม่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอน
หรือวิธีการสําหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะก่อนนําคดีมาฟ้อง
ต่อศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นบ.๓๙๒
เพื่อพักอาศัยและตั้งแผงค้าขาย จึงได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการ
กระทําของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ จึงมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาล ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาว น. กับพวก มีหนังสือลงวันที่ ๕
กันยายน ๒๕๕๕ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แจ้งว่าได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาตลาด
ชลประทาน ขอให้ชะลอโครงการไว้ก่อน ซึ่งต่อมา วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๕ ผู้แทนกลุ่ม
ผู้ประกอบการในตลาด จํานวน ๒๔ คน เข้าพบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสมาชิกสภาเทศบาลนครปากเกร็ด เพื่อแจ้งปัญหาความเดือดร้อน
หลังจากนั้น ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕ นางสาว น. กับพวก ได้เข้าพบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
เสนอให้ยกเลิกการประมูล และในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ ได้มีการประชุมร่วมกัน ประกอบด้วย
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดนนทบุรี ปลัดจังหวัดนนทบุรี บริษัท บ. และนางสาว น. กับพวก โดยนางสาว น. แจ้งว่าใน
การเปิดประมูลไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นว่าจะให้เอกชนเข้าดําเนินการ ที่ประชุมจึงมีมติให้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องกระบวนการรับฟังความคิดเห็นว่าควรดําเนินการ
อย่างไร จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีซึ่งพักอาศัยหรือค้าขายสินค้าอยู่ในพื้นที่
พิพาทย่อมต้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๕ แล้ว การที่
ผู้ฟ้องคดีนําคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖ จึงเป็นการยื่นฟ้องคดี
เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๔๙
แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คัดค้านการที่ศาลปกครองชั้นต้น
นําคดีหมายเลขดําที่ ๓๑๒/๒๕๕๖ มารับฟังเป็นพยานหลักฐานอันเป็นผลร้ายแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น
เห็นว่า เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้และคดีหมายเลขดําที่ ๓๑๒/๒๕๕๖ เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดี
ต่างรายยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีรายเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลคดีซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี
เป็นมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะให้นําข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นคําชี้แจงของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามหนังสือจังหวัดนนทบุรีลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ พร้อมทั้งสําเนาหนังสือ
ของนางสาว น. ฉบับลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๕ มาใช้ในการพิจารณาคดีนี้ได้ตามข้อ ๕๐ วรรคหนึ่ง
แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ คําพิพากษาคดีนี้
หากจะก่อประโยชน์ก็คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่พักอาศัยและค้าขายใน
ตลาดชลประทานในที่ดินราชพัสดุแปลงพิพาทเท่านั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะหรือ
เป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมโดยตรงและอย่างแท้จริงเป็นสําคัญแต่อย่างใด และไม่ปรากฏ
เหตุจําเป็นอื่นที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทําให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยื่นคําฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดี
ที่กฎหมายกําหนดได้ตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ประกอบกับ ข้อ ๓๐ วรรคสองแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓
คําร้องอุทธรณ์คําสั่งของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องคดีนี้
ไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

113 ตอบกลับไปที่ “ที่ดิน : ขอให้เพิกถอนโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ”

ใส่ความเห็น