ที่ดิน : ฟ้องขอให้เข้าไปใช้ที่ดินตามสิทธิครอบครอง

เรื่อง ที่ดิน : ฟ้องขอให้เข้าไปใช้ที่ดินตามสิทธิครอบครอง (พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๙
วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒))

กรณีไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๖๓/๒๕๕๗
นาง พ. ยายของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหลักฐานหนังสือรับรอง
การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๙๔ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ ๑๑๐ ไร่
๒๒ ตารางวา และได้เข้าครอบครองที่ดินทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำแควน้อยขึ้นไป
ทางทิศเหนือบรรจบกับแม่น้ำแควน้อยตอนบน เดิมที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นเกาะเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่
มีผู้มีชื่อหลายคนเข้าครอบครอง ต่อมาที่ดินพิพาทเกิดการตื้นเขินจนกลายเป็นที่ดินผืนเดียวกัน
กับที่ดินนาง พ. ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นาง พ. กับนาย ห. กับพวก ได้พิพาทแย่งสิทธิครอบครอง
ในที่ดินพิพาท นาง พ. จึงร้องเรียนไปยังอำเภอไทรโยค ทางอำเภอไทรโยคได้ทำการไกล่เกลี่ย
โดยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือคำมั่นไว้ต่อกันว่า ทั้งสองฝ่ายยินยอมขายที่ดินพิพาทที่ต่างมี
สิทธิครอบครอง โดยตกลงมอบอำนาจในการขายให้แก่นาง พ. เมื่อนาง พ. ขายที่ดินพิพาทได้แล้ว นาง พ.
จะยินยอมจ่ายเงินค่าที่ดินแก่นาย ห. กับพวก ในราคาไร่ละ ๔๐,๐๐๐ บาท หากไม่อาจขายได้ในราคา
ไร่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ขายที่ดินนั้นจนกว่าจะขายเกินราคาไร่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ตามหนังสือคำมั่นลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ หลังจากนั้นนาย ห. กับพวก ได้นำที่ดินพิพาทออกขาย
ให้กับนาย ว. ผู้ฟ้องคดี และนาง ร. น้าของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่นาย ห. กับพวก ไม่ปฏิบัติ
ตามคำมั่นที่ได้ทำไว้กับนาง พ. ที่อำเภอไทรโยค ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นโจทก์ฟ้องนาย ว. เป็นจำเลย
กรณีขับไล่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกออกไป
จากริมตลิ่งของที่ดินโจทก์ตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ทำการขอเช่าที่พิพาทจากองค์การบริหารส่วนตำบลลุ่มสุ่ม แต่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าไป
ทำประโยชน์ในที่ดินได้ เนื่องจากนาย ว. ได้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดี
จึงมีหนังสือลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ขอให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลุ่มสุ่มขับไล่ผู้บุกรุก
ที่ดินสาธารณประโยชน์ อำเภอไทรโยคจึงมีคำสั่งที่ ๘๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๐ แต่งตั้ง
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยอำเภอไทรโยคได้มีหนังสือชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน องค์การบริหารส่วน
ตำบลลุ่มสุ่มจึงไม่มีอำนาจให้เอกชนเช่า ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการ
ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงมีหนังสือลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้ว่าราชการ
จังหวัดกาญจนบุรี) ทบทวนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือ
ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๔ แจ้งผลการดำเนินการพิจารณาทบทวนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยผู้ถูกฟ้องคดีเห็นควรยุติเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ
ผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว โดยเห็นว่า นาง พ. มีสิทธิดีกว่าบุคคลอื่น ดังนั้น บุคคลที่อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท
เป็นการอาศัยสิทธิครอบครองแทนของนาง พ. หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอทราบความคืบหน้า
จากผู้ถูกฟ้องคดีเรื่อยมาจนเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ อำเภอไทรโยคได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดี
ไปพบเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอไทรโยค เพื่อให้นำชี้ตำแหน่งที่ดินพิพาทประกอบการระบุตำแหน่งที่ดิน
ลงในระวางรูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและนาย ว. ได้นำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทบนภาพถ่ายทางอากาศแล้ว
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีการสั่งการแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอทราบความคืบหน้าของกรณีพิพาท
จากผู้ถูกฟ้องคดีอีกครั้ง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือดังกล่าว แล้ว แต่มิได้มีการดำเนินการใดๆ
ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี
มีคำสั่งยกเลิกคำมั่นฉบับลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ และให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๕๐ ไร่ เป็นสิทธิของ
ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำประโยชน์หรือออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทได้ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์ที่จะขอให้
ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกหนังสือคำมั่นฉบับลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ อันเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนา
ระหว่างนาง พ. กับนาย ห. และพวก ที่ตกลงมอบอำนาจในการขายที่ดินพิพาทซึ่งต่างมีสิทธิครอบครอง
เมื่อขายที่ดินพิพาทได้แล้วนาง พ. จะยินยอมจ่ายเงินค่าที่ดินแก่นาย ห. และพวก ในราคาไร่ละ
๔๐,๐๐๐ บาท โดยทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะขายที่ดินจนกว่าจะขายได้ในราคาเกินไร่ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
นิติสัมพันธ์ระหว่างนาง พ. กับนาย ห. และพวก ซึ่งเกิดจากคำมั่นฉบับดังกล่าวมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์
ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ผู้ฟ้องคดีกลับนำคดี
มาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลปกครองสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนคำมั่นดังกล่าว โดยมิได้กล่าวอ้างว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีมีการกระทำใดอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใด
กรณีจึงไม่มีข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่ง พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่อย่างใด ที่ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่าง
เอกชนกับเอกชน ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และมีคำสั่ง
ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล

 

ที่มา : สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

60 ตอบกลับไปที่ “ที่ดิน : ฟ้องขอให้เข้าไปใช้ที่ดินตามสิทธิครอบครอง”

  1. obat jengger ayam di apotik

    Hallo i particularly like about the picture / article / presentation that you describe. Very unique, interesting and useful. denature adalah sebuah perusahaan yang fokus dalam bidang obat herbal aman dan ampuh tanpa efek samping. obat kami sangat mujar…

ใส่ความเห็น