ที่ดิน, ละเมิด : การจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน

เรื่อง ที่ดิน, ละเมิด : การจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่งและมาตรา ๑๖๐๐, พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๙
วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒
วรรคสอง และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓))

ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย คําบังคับ ฟ้องคดีพ้นกําหนด คดีไม่เป็นประโยชน์
แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจําเป็นอื่น

คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๕/๒๕๕๗
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นภรรยาของนาย ต. ผู้เป็นทายาทและมีสิทธิรับมรดก
ของนาย อ. ซึ่งถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ นาย อ. เป็นเจ้าของที่ดินจํานวน ๒ แปล คือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่
๓๘๑๖ แขวงคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑
เลขที่ ๓ หมู่ที่ ๒ ตําบลเกาะหมาก อําเภอเกาะกูด (แหลมงอบ) จังหวัดตราด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
(เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง) ได้จดทะเบียนโอนที่ดินของนาย อ. โฉนดที่ดินเลขที่
๓๘๑๖ ให้แก่นาง ป. และดําเนินการโอนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ ให้ทายาทโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ และตาม
หลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ ดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
อันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งของศาลปกครอง
ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ และที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ เป็นของนาย อ. และนาย อ.
ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๓ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นกองมรดกของนาย อ.
และตกแก่ทายาทของนาย อ. ตามมาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๑๖๐๐ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และนาย ต. ผู้สืบสันดานเป็นทายาทโดยธรรมของนาย อ. จึงมีสิทธิ
ได้รับมรดกของนาย อ. ซึ่งเป็นบิดาของตน ต่อมา นาย ต. ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔
ผู้ฟ้องคดีเป็นคู่สมรสของนาย ต. โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิรับมรดกของนาย ต. ตามมาตรา ๑๕๙๙
วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๑๖๐๐ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว เมื่อปรากฏว่ามีการจดทะเบียน
โอนมรดกของนาย อ. ตามที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ ให้แก่นาง ป. คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
ของนาย อ. เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ส่วนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า
มีการจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านความเป็นทายาทของผู้รับโอน
เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภ่คม ๒๕๕๑ แล้วนั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ ได้จดทะเบียนโอนให้
นาง ป. เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ในขณะที่นาย ต. ยังมีชีวิตอยู่ และไม่ปรากฏว่ามีการ
คัดค้านเกี่ยวกับการโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นมรดกตกทอด
นาย ต. เมื่อนาย ต. ถึงแก่ความตายจึงไม่ตกทอดเป็นมรดกของนาย ต. ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่สมรส จึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
อันเนื่องจากการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิ
ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (กรมที่ดิน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (อธิบดีกรมที่ดิน) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ขอให้
เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๖ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้
ค่าเสียหายจากการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนการโอนที่ดินตามหลักฐาน
ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากที่นาย อ. ได้ถึงแก่ความตาย ที่ดินแปลงดังกล่าว
ตกทอดแก่นาย ต. ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของนาย อ. และนาย ต. ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๒๒
กรกฎาคม ๒๕๔๔ ปรากฏมีการดําเนินการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๐
ให้แก่ทายาท ทําให้ทรัพย์สินมรดกของนาย อ. ที่ตกทอดแก่นาย ต. ได้ตกทอดแก่ผู้ฟ้องคดีผู้รับมรดก
เมื่อนาย ต. ถึงแก่ความตาย การโอนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ ดังกล่าว ในวันที่ ๑
ธันวาคม ๒๕๕๐ หลังจากนาย ต. ถึงแก่ความตายไปแล้ว ทําให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้มีสิทธิได้รับ
มรดกของนาย ต. ย่อมเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจาก
การกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยกแหลมงอบ จังหวัดตราด)
ที่ดําเนินการโอนที่ดินดังกล่าว การแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายต้องมีคําบังคับ
ให้เพิกถอนการโอนที่ดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วน และให้ใช้เงินได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑)
และ (๓) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ต่อ
ศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ในวันที่
๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีการดําเนินการโอนมรดกของนาย อ. และผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคัดค้านความเป็นทายาท
ของผู้รับโอนวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ถือได้ว่าอย่างช้าที่สุดผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงการ
ดําเนินการโอนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓ ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นเหตุแห่ง
การฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑ คือ ต้องยื่นฟ้องภายในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๑ เมื่อผู้ฟ้องคดีมายื่นฟ้อง
ต่อศาลในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ จึงยื่นฟ้องเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๔๙
แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง
พระราชบัญญัติดังกล่าว ถือได้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีวันเดียวกับวันฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดิน คือ
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ต้องยื่นฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
คือ ต้องยื่นฟ้องภายในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๖
จึงยื่นฟ้องเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และคดีนี้
เป็นการฟ้องเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้รับที่ดินซึ่งเป็นมรดกของนาย ต. ตกทอดได้แก่ตน มิใช่เป็นการฟ้องคดี
ที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม และไม่ปรากฏว่ามีเหตุจําเป็นอื่นใดที่เป็นอุปสรรคให้นําคดีมายื่นฟ้อง
ไม่ได้ภายในระยะเวลาการฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะรับคําฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ตามมาตรา ๕๒
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

99 ตอบกลับไปที่ “ที่ดิน, ละเมิด : การจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน”

ใส่ความเห็น