บริหารงานบุคคล : ฟ้องขอให้เพิกถอนกระบวนการไต่สวน

เรื่อง บริหารงานบุคคล : ฟ้องขอให้เพิกถอนกระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อันนำไปสู่การชี้มูลความผิดและการลงโทษทางวินัย
(พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๔๒
วรรคหนึ่ง)

มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๑๓/๒๕๕๗
คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)
ได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนตามคำสั่งลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓
และคำสั่งลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ จากนั้น ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓
ในกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อศึกษาอบรมหลักสูตรนายอำเภอ และได้ดำเนินการ
ไต่สวนข้อเท็จจริง จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน
ได้ทราบการแถลงข่าวการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรณีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกถูกกล่าวหาว่า
ทุจริตเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกรวม ๑๕๑ คน มีมูลความผิด
ทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และ
มีมูลความผิดทางอาญาอีกส่วนหนึ่ง โดยยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการ
ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยต่อผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนแต่อย่างใด ทั้งนี้ มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนจะต้องดำเนินการส่งรายงาน เอกสาร
และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย
แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน การดำเนินการดังกล่าว หากจะมีผลทางกฎหมาย ก็คงมีผล
ทางกฎหมายแต่เฉพาะในความสัมพันธ์ภายในระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้บังคับบัญชาของ
ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน ที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน
เท่านั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน
จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง และหามีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอกไปกระทบกระเทือนต่อสิทธิ
หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคน หรือก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะก่อ
ความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น
ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ตามมาตรา ๔๒
วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แม้ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย
มีคำสั่งลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการ และอธิบดีกรมการปกครอง
มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒๓ ออกจากราชการ จึงทำให้ได้รับความเสียหายจากคำสั่งทางปกครองแล้ว
ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงผู้ฟ้องคดีที่ ๒๒ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒๔ ถึงผู้ฟ้องคดีที่ ๑๑๑ กำลังจะได้รับผลกระทบ
จากคำสั่งต่อไปในเร็ววัน นั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น
เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗ คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวจึงเป็นเหตุอันเกิดขึ้นภายหลังจาก
การฟ้องคดีนี้ ไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
ในขณะฟ้องคดี ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนที่จะนำคำสั่งลงโทษทางวินัย
มาฟ้องคดีในภายหลังเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว
ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

 

ที่มา : สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

54 ตอบกลับไปที่ “บริหารงานบุคคล : ฟ้องขอให้เพิกถอนกระบวนการไต่สวน”

ใส่ความเห็น