ละเมิด : คําสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เรื่อง ละเมิด : คําสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้
ทางราชการต้องจัดซื้อที่ดินในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง (พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร
ราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔๙ (๓) และมาตรา ๕๗ ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐)

เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
ไม่เป็นการกระทําละเมิด

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๗๒๑/๒๕๕๗
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการตรวจสอบที่ดินหรืออาคาร
ซึ่งกรุงเทพมหานครจัดซื้อหรือเช่าเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร (ตซช.)
และคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อ เช่า ที่ดินและอาคารเพื่อประโยชน์ของ
ราชการกรุงเทพมหานคร (กซช.) ตามอํานาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๔๙ (๓)
ประกอบมาตรา ๕๗ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
ก่อนผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและเป็นกรรมการดังกล่าว
ข้างต้น ร้อยเอก ก. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา
ความเหมาะสมในการจัดซื้อ เช่า ที่ดินและอาคารเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร
เพื่อพิจารณาจัดหาสถานที่จอดรถรวมที่มีราคาที่ดินถูก สํานักงานเขตบางซื่อจึงได้มีประกาศ
ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ เรื่อง ขอซื้อที่ดินเพื่อจัดทําเป็นที่จอดรถของทางราชการ ปรากฏมีผู้เสนอ
ขายที่ดิน ๒ ราย คือ นาย ส. เสนอขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๐๖ ถึงโฉนดที่ดินเลขที่
๖๙๗๒๐ โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๓๕ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๕๒ รวม ๑๗ โฉนด เนื้อที่รวม ๑๑ ไร่
๑ งาน ๗๖ ตารางวา ตั้งอยู่ตําบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อําเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร
เสนอขายตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท และบริษัท ว. เสนอขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๑๘
และโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๗๗๒ เนื้อที่รวม ๙ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา ตั้งอยู่ตําบลลาดยาว (บางซ่อน)
อําเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร เสนอขายในราคาตารางวาละ ๖๕,๐๐๐ บาท สํานักงานเขตบางซื่อ
ตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรมจากสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สําหรับโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๐๖ ถึงโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๖๙๗๒๐ มีราคาประเมิน ณ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๙ ตารางวาละ ๔๒,๐๐๐ บาท
และราคาซื้อขายจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สําหรับโฉนดที่ดินเลขที่
๖๙๗๐๖ ถึงโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๒๐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์แจ้งว่าราคาประเมินราคาตารางวาละ
๖๐,๐๐๐ บาท หากมีการขายจริง อาจจะราคาสูงหรือต่ํากว่าราคาที่ประเมินให้ขึ้นอยู่กับปัจจัย
และความพอใจของผู้ซื้อ สํานักงานเขตบางซื่อจึงเสนอความเห็นต่อปลัดกรุงเทพมหานครว่า
ควรจัดซื้อที่ดินผู้เสนอขายรายที่ ๑ เนื่องจากราคาถูก และมีสิ่งปลูกสร้างอาคารสํานักงานพร้อมท่ีจะใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทุนใดๆ อีกต่อมาผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ ตซช. ได้ตรวจสอบ
ทางเข้า – ออก ที่ดินผู้เสนอขายรายนาย ส. แล้ว ได้รับการยืนยันจากสํานักงานที่ดิน
กรุงเทพมหานครว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๔๖ ซึ่งมีสภาพเป็นถนนซอยเรียงปรีชาได้จดทะเบียน
เป็นภาระจํายอมแก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๖๘๘ ถึงโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๒๐
เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๑๕ คณะกรรมการ ตซช. จึงมีมติเห็นควรจัดซื้อที่ดินแปลงนาย ส.
และเสนอต่อคณะกรรมการ กซช. ต่อมา คณะกรรมการ กซช. ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีเป็นกรรมการร่วมด้วย
ได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เห็นชอบให้สํานักงานเขตบางซื่อจัดซื้อที่ดิน
รายนาย ส. โดยให้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๘ ต่อไป
ผู้ถูกฟ้องคดี (กรุงเทพมหานคร) จึงได้ทําสัญญาซื้อขายที่ดินรวม ๑๗ โฉนด ดังกล่าว เมื่อวันที่
๑๖ กันยายน ๒๕๔๐ ต่อมา สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจ้งข้อเท็จจริงและ
พฤติการณ์การกระทําผิด กรณีได้มีผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหานาย พ.
เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับพวก ว่าร่วมกันทุจริตจัดซื้อที่ดินเขตบางซื่อ
เพื่อใช้เป็นที่จอดรถขยะของผู้ถูกฟ้องคดี โดยซื้อขายด้วยราคาสูงเกินจริง และเป็นที่ดินตาบอด
ไม่มีทางสาธารณะ เข้า – ออก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปความได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหาย
จากการซื้อที่ดินดังกล่าว โดยพิจารณาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีถูกดําเนินคดีในศาล โดยเจ้าของที่ดิน
แปลงทางได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีฐานละเมิด และเพราะผลจากการถูกฟ้องข้างต้น เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดี
ยังไม่อาจดําเนินการใช้ที่ดินได้อย่างเต็มที่ตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ ส่วนค่าเสียหายยังไม่อาจ
คํานวณได้เนื่องจากต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและคดีที่ถูกฟ้องร้องยังไม่มีคําพิพากษา ต่อมา
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดได้เสนอความเห็นต่อปลัดกรุงเทพมหานครว่า
เมื่อไม่สามารถกําหนดค่าเสียหายจากการจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้ จึงถือว่ายังไม่มีการกระทําละเมิด
ต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ส่งสํานวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ หลังจากนั้น
กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดว่า คณะกรรมการ กซช.
คณะกรรมการ ตซช. และคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถสําหรับเขตชั้นใน
โดยวิธีพิเศษ จัดซื้อที่ดินราคาสูงกว่าความเป็นจริงเป็นเงิน ๔๘,๘๕๕,๐๗๐ บาท หักมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง
ราคา ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ออกจากค่าเสียหาย คงเหลือค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๖,๘๕๕,๐๗๐ บาท
พฤติการณ์เป็นการกระทําโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเห็นควรออกคําสั่งให้บุคคลผู้ต้อง
รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไป ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาเห็นชอบกับความเห็นของ
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด จึงออกคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่
๑๓ กันยายน ๒๕๕๐ เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะประธานกรรมการ ตซช.
เป็นเงินจํานวน ๒,๓๐๓,๔๔๑.๘๘ บาท และในฐานะคณะกรรมการ กซช. เป็นเงินจํานวน
๖๙๑,๐๓๒.๕๖ บาท ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงนําคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคําสั่งดังกล่าว เห็นว่า
การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ในฐานะประธานกรรมการ ตซช. ตามคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๙ กําหนดหน้าที่ของคณะกรรมการ ตซช. ให้มีหน้าที่ดําเนินการ
ตรวจสอบสถานที่ ทําเลความเหมาะสมในที่ดินหรืออาคาร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะจัดซื้อหรือเช่า
เพื่อประโยชน์ของทางราชการผู้ถูกฟ้องคดี ตามที่คณะกรรมการ กซช. มอบหมาย แล้วรายงานผล
การตรวจสอบต่อคณะกรรมการ กซช. เพื่อพิจารณาต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินจํานวน
๑๗ แปลง ที่นาย ส. เสนอขายในราคาตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท เป็นที่ดินอยู่ในซอยเรียงปรีชา
ซึ่งเจ้าของที่ดินแปลงทางจดทะเบียนภาระจํายอมแก่ที่ดินกลุ่มที่ ๑ คือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๐๖
ถึงโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๒๐ รวม ๑๕ แปลง เนื้อที่รวม ๑,๒๙๒

/๑๐ ตารางวา เท่านั้น ส่วนที่ดิน
กลุ่มที่ ๒ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๓๕ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๕๒ เนื้อที่รวม ๓,๓๐๕

/๑๐ ตารางวา
ซึ่งอยู่ด้านหลังที่ดินทั้ง ๑๕ แปลง และไม่มีทางเข้า – ออก เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับมอบหมายให้
ดําเนินการในฐานะประธานกรรมการ ตซช. ผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่า ราคาประเมินที่ดิน
และราคาที่มีการซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินทั้งสองกลุ่มเป็นอย่างไร รวมทั้งการเข้า – ออก
สู่ทางสาธารณะ กระทําได้โดยสะดวกทุกแปลงหรือไม่ แล้วรายงานคณะกรรมการ กซช. ต่อไป
การที่ผู้ฟ้องคดีมิได้ดําเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เห็นได้ว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดี
เป็นความบกพร่องและไม่ละเอียดรอบคอบต่อหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดี
ที่กําหนดให้ต้องปฏิบัติในฐานะประธานกรรมการ ตซช. แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงละเลยต่อหน้าที่ตามที่
ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดี สําหรับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีในฐานะคณะกรรมการ
กซช. ตามคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๙ กําหนดหน้าที่ของคณะกรรมการ
กซช. ให้มีหน้าท่ีพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินและอาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะซื้อหรือเช่า
รวมทั้งตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับภาระผูกพันตลอดจนแบบของอาคารที่จะซื้อหรือเช่า และสั่งการ
ให้หน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดี ชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วเสนอคณะผู้บริหารพิจารณาต่อไป
ผู้ฟ้องคดีในฐานะคณะกรรมการ กซช. จึงมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรอง และตรวจสอบการปฏิบัติ
หน้าที่ของคณะกรรมการ ตซช. อีกครั้งหนึ่ง แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ดําเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
อันเป็นสาระสําคัญในเรื่องของราคาที่ดินกลุ่มที่ ๑ และราคาที่ดินกลุ่มที่ ๒ รวมทั้งการเข้า – ออก
สู่ทางสาธารณะ ของที่ดินทั้ง ๑๗ แปลงดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อสรุปที่ชัดเจนเพียงพอ
ต่อการพิจารณาเสนอคณะผู้บริหารพิจารณาต่อไป จึงเห็นได้ว่า เป็นความบกพร่องและไม่ละเอียด
รอบคอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่กําหนดให้ต้องปฏิบัติ
ในฐานะกรรมการ กซช. ผู้ฟ้องคดีจึงละเลยต่อหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ของ
สถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรากฏตามเอกสารในสํานวนคดี
เกี่ยวกับที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง ของนาย ส. ที่ขายให้กับผู้ถูกฟ้องคดี เห็นได้ว่า สถาบันการเงินได้
ประเมินราคาที่ดินให้ตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท ถึง ๖๒,๐๐๐ บาท และมีข้อมูลราคาซื้อขาย
กันตามปกติในท้องตลาดย้อนหลังไป ๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๘) ในบริเวณใกล้เคียงกับ
ที่ดินทั้ง ๑๗ แปลงดังกล่าว มีราคาซื้อขายที่ดินตารางวาละ ๔๐,๐๐๐ บาท ถึง ๖๒,๐๐๐ บาท
นอกจากนี้ นาย ค. ผู้อํานวยการสํานักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ ขณะนั้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณานําผลการคํานวณราคาที่ดินทั้ง ๑๗ แปลงของบุคคลดังกล่าวมาเป็นสาระสําคัญ
ประเด็นพิพาทคดีนี้ ก็ยอมรับในการชี้แจงต่อกรมบัญชีกลางว่า สําหรับที่ดินกลุ่มที่ ๒ แปลงที่ ๑๖
ถึงแปลงที่ ๑๗ มีผู้ต้องการซื้อจํานวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
และหมู่บ้านพิบูลย์ ซึ่งต่างมีที่ดินติดกับที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่ควรคํานวณราคาสําหรับที่ดิน
เป็นที่ไม่มีทางออกสู่สาธารณะ ราคาจึงควรสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป จึงเห็นว่าราคาซื้อขายที่ดิน
แปลงที่ ๑ ถึงแปลงที่ ๑๗ เป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ตามที่สถาบันการเงิน
มีการประเมินไว้ มีราคาซื้อขายตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท ถึง ๖๒,๐๐๐ บาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
นําเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของ
กรมท่ีดิน มาใช้เป็นฐานในการคํานวณราคาที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง จึงเป็นการไม่สอดคล้องกับราคา
ตามความเป็นจริงที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ดังนั้น จึงเห็นว่า การซื้อที่ดินจํานวน ๑๗ แปลง
ของนาย ส. โดยผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการจัดซื้อที่ดินตามราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด
ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ดําเนินการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของราชการ
ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีการพิจารณาเปรียบเทียบราคาจากสถาบันการเงิน และตรวจสอบที่ดินกับ
สํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ตลอดจนได้ไปสํารวจตรวจสอบสถานที่บริเวณที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง
ดังกล่าว และเมื่อพิจารณาจากราคาที่ดินที่ซื้อขายในท้องตลาดช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐
ในบริเวณที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง ราคาที่ดินอยู่ในช่วงตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท
ถึง ๖๒,๐๐๐ บาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดซื้อที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง ในราคาเฉล่ียตารางวาละ ๕๙,๗๐๐ บาท
จึงไม่ทําให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อีกทั้ง คณะกรรมการ ตซช. มีอํานาจเพียงดําเนินการ
ตรวจสอบสถานที่ ทําเลความเหมาะสม ในที่ดินหรืออาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะจัดซื้อหรือเช่า
เพื่อประโยชน์ของราชการของผู้ถูกฟ้องคดีตามท่ีคณะกรรมการ กซช. มอบหมาย และรายงานผล
การดําเนินการตรวจสอบต่อคณะกรรมการ กซช. เพื่อพิจารณาต่อไป สําหรับคณะกรรมการ กซช.
มีอํานาจหน้าที่พิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินและอาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะซื้อหรือเช่า
เพื่อใช้ประโยชน์สําหรับจอดรถเก็บขยะ รถน้ํา ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับภาระผูกพันของ
ที่ดินและอาคารที่จะซื้อหรือเช่า เมื่อดําเนินการแล้วเสนอให้คณะผู้บริหารของผู้ถูกฟ้องคดี
พิจารณา จึงเห็นว่า การจัดซื้อที่ดินพิพาททั้ง ๑๗ แปลง เป็นเรื่องอยู่นอกเหนืออํานาจหน้าที่ของ
คณะกรรมการ กซช. ที่จะพิจารณาอนุมัติ การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทั้งสองชุด
แล้วมีการเสนอความเห็นควรจัดซื้อต่อผู้บริหารกรุงเทพมหานคร จนมีการอนุมัติจัดซื้อที่ดินทั้ง ๑๗ แปลง
จึงไม่เป็นเหตุให้กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหาย การกระทําของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการกระทําละเมิด
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่อย่างใด ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคําสั่งกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้ชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนแก่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดี
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเงินจํานวน ๒,๙๙๔,๔๗๔.๔๔ บาท ทั้งนี้ให้มีผล
ย้อนหลังไปนับแต่วันที่ออกคําสั่ง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

62 ตอบกลับไปที่ “ละเมิด : คําสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน”

ใส่ความเห็น

ละเมิด : คําสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เรื่อง ละเมิด : คําสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีมิได้ควบคุมตรวจสอบงานจ้างให้เป็นไป
ตามรูปรายการที่กําหนดในสัญญา (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๒ วรรคสอง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของ
เจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของ
เจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑๕ และข้อ ๑๘ วรรคหนึ่ง)

เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๕๙๘/๒๕๕๗
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเคยดํารงตําแหน่งเป็นช่างโยธาสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
(เทศบาลตําบลเสาไห้) ในช่วงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ระหว่างที่
ผู้ฟ้องคดีรับราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามคําสั่ง
ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ ให้เป็นผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้าง
อาคารที่ทําการผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อมา เดือนมิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (นางสาว ร.)
ได้ออกคําสั่งด้วยวาจาต่อผู้ฟ้องคดีว่า ได้มีคําสั่งเปลี่ยนแปลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ว่าที่ร้อยตรี อ.)
ทําหน้าที่เป็นผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้างอาคารดังกล่าวแทนผู้ฟ้องคดี
โดยจะมีหนังสือเปลี่ยนแปลงคําสั่งในภายหลังและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ฟ้องคดี
ตามคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มาโดยตลอดจนงานก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ระหว่างที่มีการ
ก่อสร้างอาคารดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้ย้ายมารับราชการที่เทศบาลตําบลคลองด่านตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗
เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เรียกให้ไปให้ถ้อยคําต่อ
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคําสั่งแต่งตั้ง
โดยกล่าวหาผู้ฟ้องคดีว่าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องในการ
ดําเนินการตามโครงการก่อสร้างปรับปรุงและตกแต่งอาคารที่ทําการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
ก่อให้เกิดความเสียหายทําให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องเสียค่าจ้างสูงกว่าความเป็นจริง ผู้ฟ้องคดีไปให้
ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท
เลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะผู้ฟ้องคดีไม่ได้
ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจการจ้างตามคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แต่งตั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารดังกล่าวแทนผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่
ตามคําสั่งดังกล่าวตลอดมา ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
คณะกรรมการได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพื่อพิจารณาโดยมีความเห็น
ให้คณะกรรมการตรวจการจ้างทุกคนรับผิดกรณีดังกล่าว สําหรับผู้ฟ้องคดีเห็นสมควรให้รับผิดร้อยละ ๒๕
ของค่าเสียหายทั้งหมด ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้เสนอความเห็นต่อกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของ
เจ้าหน้าที่โดยมีความเห็นให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดในฐานะผู้ควบคุมงานร้อยละ ๖๐ ของค่าเสียหาย
จํานวน ๑๕๓,๓๘๖ บาท คิดเป็นเงิน ๙๒,๐๓๑.๖๐ บาท และรับผิดในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง
ร่วมกับกรรมการอื่นอีก ๓ คน ร้อยละ ๔๐ ในส่วนของผู้ฟ้องคดีคิดเป็นเงิน ๑๕,๓๓๘.๖๐ บาท
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเงินจํานวน ๑๐๗,๓๗๐.๒๐ บาท ภายในกําหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คําสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
อุทธรณ์จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่ายกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคําสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง
และไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้เพิกถอนคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายกรณีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
และที่ ๒ ร่วมกันชดใช้เงินจํานวน ๑๐๗,๓๗๐.๒๐ บาท แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แทนผู้ฟ้องคดี เห็นว่า
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิด
ทางละเมิด กรณีคณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการกําหนดราคากลาง
ตามคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือประมาท
เลินเล่ออย่างร้ายแรงในการก่อสร้างอาคารสํานักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ให้ถ้อยคํา
ต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้
ควบคุมงานจ้างและลงนามในใบตรวจรับงานทําให้เกิดความเสียหายสมควรให้รับผิดร้อยละ ๒๕
ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินจํานวน ๒๔,๙๒๕.๒๒ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เห็นชอบด้วย และเสนอ
ความเห็นให้กระทรวงการคลังพิจารณา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้มีหนังสือแจ้ง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่าสมควรให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้ควบคุมงานในอัตรา
ร้อยละ ๖๐ ของค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน ๙๒,๐๓๑.๖๐ บาท และในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง
เป็นเงิน ๑๕,๓๓๘.๖๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐๗,๓๗๐.๒๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือลงวันที่
๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจํานวนดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีมีหนังสืออุทธรณ์คําสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือแจ้ง
ผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีมีความเห็นให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงเห็นได้ว่า
การดําเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกรณีของผู้ฟ้องคดีได้ดําเนินการ
ตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง
แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบข้อ ๑๕ และข้อ ๑๘
วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิด
ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การและชี้แจงต่อศาลปกครองชั้นต้นว่า
นายกเทศมนตรีตําบลเสาไห้ได้สั่งด้วยวาจาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมงาน
และกรรมการตรวจการจ้าง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคําสั่งด้วยวาจาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
เข้าทําหน้าที่แทนผู้ฟ้องคดีทั้งในหน้าที่ผู้ควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง และผู้ฟ้องคดี ไม่เคยเข้าร่วมเป็นกรรมการตรวจการจ้างในทุกงวดงาน จึงฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีเจตนาที่จะ
ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามใบตรวจรับการจ้างเหมา
ทั้งหมดแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ลงนามในฐานะกรรมการตรวจการจ้างในทุกงวด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ได้มาปฏิบัติงานในงวดที่ ๒ ซึ่งถึงแม้จะไม่มีคําสั่งเพิกถอนคําสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมงาน
และกรรมการตรวจการจ้าง แต่คําสั่งด้วยวาจาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าทําหน้าที่แทนผู้ฟ้องคดีได้มี
การปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวตลอดมา อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ให้การยอมรับว่ามีคําสั่งด้วยวาจา
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าทําหน้าที่ผู้ควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง และยอมรับว่าผู้ฟ้องคดี
ไม่เคยเข้าร่วมเป็นกรรมการตรวจการจ้างในทุกงวดงานข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่
ควบคุมงานก่อสร้างและกรรมการตรวจการจ้างในตั้งแต่ต้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีส่วนต้องรับผิดใดๆ
ในความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากได้รับคําสั่งด้วยวาจาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่ออกคําสั่ง
ยืนยันคําสั่งเป็นหนังสือตามมาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
ผู้ฟ้องคดีจึงยังมีเจตนาผูกพันในสิทธิและหน้าที่การเป็นกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงาน นั้น
เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้รับคําสั่งซึ่งหากต้องการให้คําสั่งด้วยวาจามีการยืนยัน
เป็นหนังสือก็มีสิทธิร้องขอต่อผู้ออกคําสั่งได้ แต่การไม่ใช้สิทธิร้องขอดังกล่าวไม่มีผลทําให้คําสั่งด้วยวาจา
สิ้นผลไปแต่อย่างใด และที่อุทธรณ์ว่าคําสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง
ยังมีผลตราบที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุผลอื่นตามมาตรา ๔๒
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
มีคําส่ังด้วยวาจาตามที่ได้รับคําสั่งจากนายกเทศมนตรีตําบลเสาไห้เปลี่ยนแปลงผู้ควบคุมงานและ
กรรมการตรวจการจ้างแล้ว คําสั่งดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนคําสั่งแต่งตั้งเดิม ข้ออ้างดังกล่าว
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น คําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๑๐๗,๓๗๐.๒๐ บาท จึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคําสั่งดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

ใส่ความเห็น