วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ

เรื่อง วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ (ข้าราชการตำรวจ)
(ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐, พ.ร.บ. คนเข้าเมือง
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๐, พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗๘ (๑)
และมาตรา ๗๙ (๕) (๖))

เป็นการออกคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการที่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๙๗/๒๕๕๗
เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา ถูกกล่าวหาว่าสั่งการด้วยวาจาให้ดาบตำรวจ ส. ปล่อยตัวนาย ว. กับพวก
รวม ๓ คน ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติพม่า โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ตำรวจภูธร
จังหวัดสงขลาจึงมีคำสั่งลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙ แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน
ข้อเท็จจริง ผลการสืบสวนพบว่ามีมูล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา)
จึงมีคำสั่งลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี
กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยการปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
คณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนพยานบุคคลและรวบรวมพยานหลักฐาน และได้ให้โอกาส
ผู้ฟ้องคดีชี้แจงหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาตลอดจนนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วยแล้ว ผู้ฟ้องคดี
ให้การว่า เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ เวลาประมาณ ๑๑.๑๐ นาฬิกา ดาบตำรวจ ท.
ผู้บังคับหมู่งานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ได้ไปพบผู้ฟ้องคดีและแจ้งว่า นาย ป.
ประสงค์ที่จะขอรับตัวนาย ว. กับพวกรวม ๓ คน บุคคลต่างด้าวสัญชาติพม่าซึ่งถูก
ดำเนินคดีฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิด
กฎหมาย และเป็นคนต่างด้าวประกอบอาชีพต้องห้าม ซึ่งศาลจังหวัดสงขลาได้พิพากษาให้
กักขังผู้ต้องหาทั้งสามคนแทนค่าปรับจำนวน ๒๗ วัน โดยผู้ฟ้องคดีได้เป็นผู้สั่งให้ดาบตำรวจ ส.
ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีปล่อยตัวคนต่างด้าวทั้งสาม และสั่งดาบตำรวจ ร.
เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้นปล่อยตัวคนต่างด้าวทั้งสามไป คณะกรรมการ
สอบสวนพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการผิดระเบียบซึ่งกำหนดว่า
เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาต่างด้าวแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรับตัวผู้ต้องหาไปรอส่ง
ให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองผลักดันออกนอกประเทศ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการรับเงิน
หรือสิ่งแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวนาย ว. กับพวก ประกอบกับผู้ฟ้องคดีขยันหมั่นเพียร
ในหน้าที่ราชการและเป็นความผิดครั้งแรก จึงเห็นสมควรลงโทษภาคทัณฑ์ ต่อมา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาลงโทษพิจารณา
ก่อนออกคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองสำนวนการสอบสวนทางวินัย
ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาได้ประชุมเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ พิจารณาพยานหลักฐาน
ประกอบบทบัญญัติมาตรา ๕๔ วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และ
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่ ๑๑) ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบคดีและไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวรในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่
๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ และไม่ได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานี
ตำรวจภูธรหาดใหญ่ จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจหน้าที่ตามบทกฎหมายข้างต้น
แต่ผู้ฟ้องคดีสั่งปล่อยตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสามไปโดยพลการ โดยไม่มีประกันหรือ
หลักประกันใดๆ ทั้งที่รู้ว่าตนไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจสั่งปล่อย เป็นเหตุให้ไม่อาจ
นำตัวบุคคลทั้งสามส่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อผลักดันหรือเนรเทศ
ออกนอกราชอาณาจักรได้ ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเจตนาปล่อยตัวผู้ถูกควบคุม เป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๗๙ (๕) แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ถูกควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
หลุดพ้นจากการควบคุมไป เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๑
มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและให้ดำเนินคดีอาญาอีกส่วนหนึ่งด้วย
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
ตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๐ อุทธรณ์คำสั่ง
ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
โดยอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอุทธรณ์ซึ่งทำการแทน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้พิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แล้วเห็นว่า
พฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๗๙ (๕) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
สั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงชอบแล้ว จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดี
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจได้มีหนังสือลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ แจ้งผล
การพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ฟ้องคดีได้ทราบแล้ว กรณีจึงถือว่า
การดำเนินการทางวินัยต่อผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหา
ทั้งสามนั้นเป็นการควบคุมโดยมิชอบด้วยมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒
ที่กำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นได้เท่าที่จำเป็นตาม
พฤติการณ์แห่งกรณี แต่ห้ามมิให้กักตัวไว้เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกกักตัวมาถึง
ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นจะยืดเวลาเกินสี่สิบแปดชั่วโมงก็ได้
แต่มิให้เกินเจ็ดวัน ผู้ฟ้องคดีมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิด เนื่องจากเป็นการกระทำที่มี
เหตุอันสมควรและเป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้ฟ้องคดีสามารถปล่อยตัวบุคคลที่ถูกกักตัวไว้
โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ อีกทั้งการปล่อยตัวบุคคลต่างด้าวในครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ราชการแต่อย่างใด และขณะนั้นผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน
ของสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่พนักงาน
สอบสวนในวันดังกล่าว แต่ก็ย่อมถือว่าผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นพนักงานสอบสวนตลอดเวลาที่
ยังดำรงตำแหน่งดังกล่าว อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดีได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่
ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยไม่มีประวัติด่างพร้อยใดๆ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงควรนำ
ข้อเท็จจริงในส่วนนี้มาประกอบการพิจารณาเพื่อลดหย่อนโทษให้ผู้ฟ้องคดีด้วย นั้น
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา และไม่ได้เป็นผู้รักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่
ได้สั่งการให้ดาบตำรวจ ส. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องขังปล่อยตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสาม
ไปโดยพลการ โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่หรือผู้รักษาราชการแทนผู้กำกับ
การสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ปล่อยตัว ยังมิได้พิจารณาอนุญาตให้
ปล่อยตัว อันเป็นการไม่ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศ
กระทรวงมหาดไทย เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่ ๑๑) ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ เป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสาม
กลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ จึงเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ
มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง
ตามมาตรา ๗๙ (๖) ประกอบมาตรา ๗๘ (๑) แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
แม้ว่าในการควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสามเพื่อรอส่งตัวกลับไปนอกราชอาณาจักรนั้นจะ
เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒
ก็ตาม ก็หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจแก่ผู้ฟ้องคดีใช้ดุลพินิจในการปล่อยตัว
บุคคลต่างด้าวทั้งสามไปไม่ โดยหากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสาม
เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะพนักงานสอบสวนย่อมมีสิทธิในการ
ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙๐ แห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เท่านั้น ดังนั้น คำสั่งลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากทางราชการ และคำ วินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า คดีนี้มูลเหตุ
ที่แท้จริงเกิดจาก พันตำรวจโท ป. ได้เป็นผู้ฝากให้ผู้ฟ้องคดีไปบอกเสมียนประจำวันให้ลง
รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีปล่อยตัวผู้ถูกกักขังทั้งสาม กรณีเป็นการเข้าใจผิดของสิบเวร
และเสมียนประจำวันที่เข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนสั่งปล่อยตัวบุคคลต่างด้าวทั้งสามคน
เนื่องจากขณะนั้นผู้ฟ้องคดีมีชื่อว่า ประดิษฐ์ เช่นเดียวกับ พันตำรวจโท ป. แต่การที่ผู้ฟ้องคดี
ได้ให้การรับสารภาพ เนื่องจากเพื่อนของผู้ฟ้องคดีได้ให้คำแนะนำ นั้น เห็นว่า เป็นข้ออุทธรณ์
ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น ตามข้อ ๑๐๑ วรรคสอง
แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ อุทธรณ์ข้อนี้
จึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพ้องด้วย

 

ที่มา : สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

66 ตอบกลับไปที่ “วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ”

ใส่ความเห็น