สัญญาทางปกครอง : ค่าปรับจากการผิดสัญญากู้ยืมเงิน

เรื่อง สัญญาทางปกครอง : ค่าปรับจากการผิดสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อใช้
ในโครงการบริหารจัดการลำไย ปี ๒๕๔๘ (พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๗๒)

ผิดสัญญา ต้องเสียค่าปรับสำหรับเงินต้นค้างชำระตามสัญญา คำขอที่ศาลไม่อาจ
ออกคำบังคับให้ได้

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๒๕/๒๕๕๗
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (สหกรณ์การเกษตรป่าไผ่ จำกัด) ได้ทำ
สัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากผู้ฟ้องคดี (กรมส่งเสริมสหกรณ์) เพื่อใช้ในโครงการบริหาร
จัดการลำไย ปี ๒๕๔๘ จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โดยมี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้โอนเงินกู้ยืมตามสัญญา
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชำระเงินกู้ยืมให้ผู้ฟ้องคดีบางส่วน รวม ๔ ครั้ง
โดยครั้งที่ ๔ ขำระเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเมื่อผู้ฟ้องคดีนำไปหักชำระเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ย
และค่าปรับแล้วคงเหลือต้นเงินค้างชำระจำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
มิได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีอีก ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดชดใช้เงินกู้จำนวน
ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามสัญญา โดยในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น
เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๙๗,๐๐๐ บาท ไปชำระให้แก่
ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระเป็นค่าปรับทั้งหมด คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น
พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๘๗๔,๕๑๒.๘๕ บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท นับถัดจากวันฟ้อง
เป็นต้นไป และค่าปรับในอัตราร้อยละ ๖ ของต้นเงินจำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท นับถัดจากวันที่
ได้มีการชำระหนี้ครั้งหลังสุด (วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยินยอมชำระเงินต้นและ
ดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดได้ชำระแล้วครั้งสุดท้ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ตามที่ค้างชำระจริง และมีคำขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดไม่ต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงิน
ที่พิพาท ข้อ ๙ กำหนดว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สัญญาว่าจะชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญานี้ให้เสร็จสิ้น
ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ นับตั้งแต่วันทำสัญญาโดยชำระหนี้เงินกู้ยืมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเงินปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘
ของปีนั้นๆ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะส่งใช้คราวเดียวหรือส่งใช้เป็นคราว ๆ ก็ได้ และข้อ ๑๓ กำหนดว่า
ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชำระคืนเงินที่กู้ยืมเมื่อถึงกำหนดตามข้อ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องเสียค่าปรับ
สำหรับต้นเงินค้างชำระในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้มีการผิดนัดชำระหนี้
จนกว่าจะได้ชำระเสร็จสิ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับเงินกู้ยืม
จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชำระเงินกู้ยืมให้ผู้ฟ้องคดีรวม ๔ ครั้ง
ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังมีเงินต้นค้างชำระอีกจำนวน
๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท กรณีจึงเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ชำระเงินกู้ยืมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่
๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ฉะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องเสียค่าปรับสำหรับเงินต้นค้างชำระในอัตรา
ร้อยละ ๖ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ได้มีการผิดนัดชำระหนี้หรือจนกว่าจะได้ชำระเสร็จสิ้นให้แก่
ผู้ฟ้องคดีตามสัญญาข้อ ๙ ประกอบข้อ ๑๓ ดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดที่ขอไม่ชำระ
ค่าปรับตามสัญญาจึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดชดใช้เงินกู้
จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามสัญญา ซึ่งในระหว่างพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชำระเงินจำนวน ๙๗,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แต่เนื่องจากค่าปรับนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
คิดเป็นเงิน ๒๒๕,๒๑๘.๔๓ บาท เมื่อนำเงินจำนวน ๙๗,๐๐๐ บาท ไปหักชำระเป็นค่าปรับดังกล่าว
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงค้างค่าปรับอยู่อีกจำนวน ๑๒๘,๒๑๘.๔๓ บาท และเป็นเงินต้นจำนวน
๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท ดังนั้น เมื่อคำนวณค่าปรับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จนถึง
วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น (วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๕) แล้ว
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังต้องชำระค่าปรับในส่วนนี้อีกเป็นจำนวน ๖๐,๗๔๓ บาท รวมทั้งต้องชำระค่าปรับ
ในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท นับแต่วันถัดจากวันอุทธรณ์เป็นต้นไป
จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดขอไม่ชำระค่าปรับ โดยคิดค่าปรับถึง
วันอุทธรณ์เป็นเงินจำนวน ๖๑,๐๖๑ บาท จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน
สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้และความรับผิด
ตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ ได้ทำสัญญาค้ำประกัน ลงวันที่
๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ไว้กับผู้ฟ้องคดี โดยยินยอมรับชำระหนี้สินทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี
แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม โดยมิพักใช้สิทธิของผู้ค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๘ มาตรา ๖๘๙
และมาตรา ๖๙๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่ประการใดเลย ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ถึงที่ ๘ จึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามจำนวนที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องชดใช้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
สำหรับคำขอที่ให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปอีก ๑ ปี ถึง ๕ ปี นั้น
เห็นว่า เมื่อสัญญากู้ยืมที่พิพาทมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ดังกล่าว
กรณีจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจออกคำบังคับให้ได้ ส่วนคำขอที่ขอให้ผู้ฟ้องคดีงดเรียกค่าธรรมเนียมศาล
จากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด นั้น เห็นว่า คำขอดังกล่าวจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจออกคำบังคับให้ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน
ให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๘๗๔,๕๑๒.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี ของต้นเงิน
จำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และค่าปรับในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี
ของต้นเงินจำนวน ๘๖๖,๐๔๒.๒๔ บาท นับถัดจากวันที่ได้มีการชำระหนี้ครั้งสุดท้าย (วันที่ ๒๕
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่
คดีถึงที่สุด กับให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนแห่งการชนะคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

 

ที่มา : สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

174 ตอบกลับไปที่ “สัญญาทางปกครอง : ค่าปรับจากการผิดสัญญากู้ยืมเงิน”

ใส่ความเห็น