สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง

เรื่อง สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง มีลักษณะขุ่น
สีคล้ํา เน่าส่งกลิ่นเหม็น เป็นแหล่งเพาะยุงและพาหะเชื้อโรคต่างๆ (ประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๘ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๑๓๐๔ (๒),
พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐ (๔), พ.ร.บ. กําหนดแผน
และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ (๒) (๑๘)
และ (๒๗), พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕, พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓), พ.ร.บ
เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐)

เป็นการกระทําละเมิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย ศาลสามารถออกคําบังคับให้ได้

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อส.๕/๒๕๕๗
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการ
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ ๒) ได้ทําการก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษกโดยทําการรื้อระบบ
ระบายน้ําประกอบด้วยเครื่องสูบน้ํา ๓ ตัว และบ่อพัก ขนาด ๖.๕๐ x ๑๐.๕๐ x ๓ เมตร และทําการ
ถมคลองสายธนูเต็มความกว้างของท้องคลองยาวประมาณ ๑๗๐ เมตร ก่อสร้างฐานราก (ตอม่อ)
เสาและคานถนนปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง มีลักษณะขุ่น สีคล้ํา เน่า ส่งกลิ่นเหม็น
เป็นแหล่งเพาะยุงและพาหะเชื้อโรคต่างๆ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณ
ริมคลองทั้งสองฝั่งคลองสายธนูและบริเวณชุมชนวัดไตรสามัคคีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้
ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทําการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหาย โดยการขุด
ลอกคลองสายธนูให้อยู่ในสภาพเดิม ความกว้าง ๒ เมตร ความยาวประมาณ ๑๗๐ เมตร และลึก
เท่ากับความลึกของคลองสายธนูส่วนที่ไม่ถมจนสามารถใช้เป็นทางระบายน้ําได้ตามปกติตาม
ธรรมชาติ จึงเป็นการฟ้องขอให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตน
ได้กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจาก
การใช้อํานาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
และคําขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทําการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายดังกล่าว เป็นคําขอให้
กําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยที่คลองสายธนู
เป็นคลองที่ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนวัดไตรสามัคคี ใช้ระบายน้ําจากชุมชน
วัดไตรสามัคคีสู่แม่น้ําเจ้าพระยา คลองสายธนูจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์
หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
อยู่ในความดูแลรักษาของเทศบาลตําบลสําโรงเหนือตามมาตรา ๕๐ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ.๒๔๙๖
ประกอบมาตรา ๑๖ แห่ง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ต่อมาได้มี พ.ร.ฎ. กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน
ในท้องที่อําเภอบางพลี อําเภอเมืองสมุทรปราการ และอําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๔๗ คลองสายธนูช่วงระหว่างถนนสุขุมวิทถึงถนนทางรถไฟสายเก่า ความยาวประมาณ
๑๗๐ เมตรอยู่ในแนวเขตเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่คลองสายธนูเป็นสาธารณสมบัติ
ของแผ่นดินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน การมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
ก็มิได้มีผลเป็นการถอนสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด ประกอบกับคลองสายธนูดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนวัดไตรสามัคคียังคงใช้ประโยชน์จากคลองสายธนู
เพื่อระบายน้ําลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยา การถอนสภาพหรือโอนไปเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นจะต้อง
กระทําโดยพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีความจําเป็นที่จะต้องรื้อระบบระบายน้ําเดิมและถม
คลองสายธนู เพื่อก่อสร้างทางต่างระดับตามแบบก่อสร้างที่ได้รับมอบจากกรมทางหลวง
ต้องก่อสร้างฐานราก (ตอม่อ) เสา และคานถนน ในบริเวณคลองสายธนูที่ทําการถมไว้ และก่อนการ
ก่อสร้างบริเวณพื้นที่พิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้มีการประสานหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา
แนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวและมีหนังสือแจ้งขอเข้าพื้นที่พิพาทกับเทศบาลตําบลสําโรงเหนือ ตลอดจน
ได้ก่อสร้างคลองสายธนูใหม่ทดแทนคลองสายธนูเดิม มีลักษณะเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็ก
มีความกว้าง ๑๐.๔๐ เมตร ท้องคลองกว้าง ๒ เมตร ลึก ๒ เมตร ยาว ๑๘๐ เมตร ก็ตาม แต่การกระทํา
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่เข้าดําเนินการรื้อระบบระบายน้ําและถมคลองสายธนู เพื่อสร้างฐานราก
(ตอม่อ) เสา และคานถนนในคลองสายธนูที่ประชาชนยังใช้ประโยชน์ร่วมกันอยู่และยังไม่มีการถอน
สภาพหรือโอนไปเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น ถือว่าเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึงแม้ว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอํานาจตามกฎหมายในการก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี – สุขสวัสดิ์ ก็ตาม แต่การ
กระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ย่อมคาดหมายได้ว่าการถมคลองสายธนูและรื้อระบบระบายน้ําดังกล่าว
ที่ประชาชนในพื้นที่ใช้ระบายน้ําลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยา เพื่อก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี – สุขสวัสดิ์
เมื่อฝนตกหนักจะทําให้เกิดน้ําท่วมขัง เนื่องจากไม่มีระบบระบายน้ํา ทําให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชน
ที่อยู่อาศัยในชุมชนวัดไตรสามัคคีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากน้ําท่วมขังและไม่สามารถ
ระบายน้ําออกสู่แม่น้ําเจ้าพระยาได้ และน้ําท่วมขังมีลักษณะขุ่น สีคล้ํา เน่า ส่งกลิ่นเหม็น เป็น
แหล่งเพาะยุงและพาหะเชื้อโรคต่างๆ จึงเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๔๒๐ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องแก้ไขความเดือดร้อน
และเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ก่อนมีโครงการก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี
– สุขสวัสดิ์ การระบายน้ําจากชุมชนวัดไตรสามัคคีและบริเวณใกล้เคียงได้อาศัยคลองสายธนู
มีความกว้างประมาณ ๕ เมตร ถึง ๖ เมตร ลึกประมาณ ๑ เมตร เป็นทางน้ําเชื่อมระหว่างถนน
สุขุมวิทฝั่งตะวันออกถึงถนนทางรถไฟสายเก่าเพื่อระบายน้ําออกสู่แม่น้ําเจ้าพระยา มีความยาว
ประมาณ ๑๗๐ เมตร และระบบระบายน้ําในคลองสายธนู ประกอบไปด้วย เครื่องสูบน้ํา ๓ ตัว
และบ่อพักขนาด ๖.๕๐ x ๑๐.๕๐ x ๓ เมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ําในคลองสายธนู โดยมี
เทศบาลตําบลสําโรงเหนือเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาระบบระบายน้ํา แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาการระบายน้ําที่เกิดจากการถมคลองสายธนูช่วงพิพาท (เดิม) เพื่อก่อสร้างฐานราก (ตอม่อ) รองรับทางขึ้นลงทางพิเศษบริเวณจุดตัดถนนสุขุมวิทและรื้อระบบระบายน้ําเดิมออก
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดําเนินการก่อสร้างแนวคลองใหม่มีลักษณะเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็ก
(Reinforcement Concrete) ขนาดคลอง มีความกว้าง ๑๐.๔๐ เมตร กว้างกว่าคลองสายธนูเดิม
ท้องคลองกว้าง ๒ เมตร เท่าเดิม ลึก ๒ เมตร มากกว่าคลองสายธนูเดิม ความยาว ๑๘๐ เมตร
ซึ่งยาวกว่าคลองเดิม จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดําเนินการสร้างแนวคลองใหม่เป็นคอนกรีต
ที่มีขนาดความกว้าง ยาว และลึก มีขนาดไม่ด้อยไปกว่าคลองสายธนูเดิมที่เป็นคลองดินตามธรรมชาติ
จึงถือว่าคลองคอนกรีตใหม่สามารถใช้ระบายน้ําได้ดีกว่าคลองเดิม อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้
ก่อสร้างรางระบายน้ําเป็นท่อคอนกรีตเหลี่ยม (BOX CULVERT) วางคู่กันจํานวน ๒ ตัว (ขนาด
๑.๒๐ x ๑.๒๐ เมตร) มีประสิทธิภาพในการระบายน้ําได้ดีกว่าของเดิมที่มีลักษณะเป็นเพียง
ท่อระบายน้ํากลม แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเดิมก่อนมีโครงการก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี –
สุขสวัสดิ์ นั้น การระบายน้ําจากชุมชนวัดไตรสามัคคีและบริเวณใกล้เคียงที่อยู่สองฝั่งคลองสายธนู
(เดิม) ได้อาศัยระบบระบายน้ําในคลองดังกล่าว ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ํา ๓ ตัว และบ่อพักขนาด
๖.๕๐ x ๑๐.๕๐ x ๓ เมตร และคลองสายธนูโดยเฉพาะในกรณีที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ําท่วมขัง
บริเวณถนนสุขุมวิทและซอยชุมชนวัดไตรสามัคคี แต่เมื่อมีการก่อสร้างทางขึ้นลงทางพิเศษดังกล่าว
บริเวณจุดตัดถนนสุขุมวิทนอกจากจะทําการถมคลองสายธนูแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังทําการรื้อ
ระบบระบายน้ําข้างต้นด้วย และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกแบบระบบระบายน้ําใหม่ทดแทนระบบ
ระบายน้ําเดิมโดยก่อสร้างเป็นสถานีสูบน้ําพร้อมให้มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ําชนิดกันน้ําไหล
ย้อนกลับ (Flap Gate) โดยเครื่องสูบน้ําไม่ต้องทํางาน นอกจากนี้ ในตัวอาคารระบายน้ํามีบ่อ
จํานวน ๒ บ่อ บ่อที่ ๑ เป็นบ่อทางน้ําเข้า และบ่อที่ ๒ เป็นบ่อทางน้ําออก มีเครื่องสูบน้ําขนาด
๐.๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จํานวน ๒ เครื่อง มีตะแกรงกันขยะ มีบันไดสําหรับบํารุงรักษา
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จัดส่งแบบและราคากลางให้เทศบาลตําบลสําโรงเหนือพิจารณา
และเทศบาลตําบลสําโรงเหนือได้พิจารณาและแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า สามารถดําเนินการได้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้โอนงบประมาณค่าก่อสร้างจํานวน ๖,๔๓๗,๕๐๐ บาท ให้แก่เทศบาลตําบล
สําโรงเหนือและเทศบาลตําบลสําโรงเหนือได้รับเงินจํานวนดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบัน
ก็ยังมิได้ดําเนินการก่อสร้างแต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่าเมื่อเกิดฝนตกหนักจะทําให้เกิดปัญหาน้ําท่วม
ขังบริเวณถนนสุขุมวิทและชุมชนวัดไตรสามัคคี เนื่องจากไม่มีระบบระบายน้ําอันทําให้ผู้ฟ้องคดี
ยังคงได้รับความเดือดร้อนเสียหายอยู่ จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังดําเนินการแก้ไขเยียวยา
ความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดียังไม่ครบถ้วน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องรับผิดแก้ไขปัญหา
ความเดือดร้อนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการก่อสร้างระบบระบายน้ําคืนดังเดิม ทั้งนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ต้องเร่งดําเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ําใหม่ตามรูปแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกแบบไว้
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่า เทศบาลตําบลสําโรงเหนือเป็นองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและได้รับ
เงินงบประมาณและแบบก่อสร้างจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไปแล้วแต่ไม่ดําเนินการก่อสร้างระบบ
ระบายน้ํา การที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่เรียกเทศบาลตําบลสําโรงเหนือเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมแล้วพิพากษาให้เทศบาลตําบลสําโรงเหนือทําการก่อสร้างระบบระบายน้ําตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ได้โอนงบประมาณค่าก่อสร้างตามแบบที่ผ่านความเห็นชอบของเทศบาลตําบลสําโรงเหนือแล้ว
จึงเป็นคําพิพากษาที่คลาดเคลื่อน นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ทําการก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี – สุขสวัสดิ์ โดยการถมคลองสายธนูและร้ือระบบระบายน้ํา
ที่ใช้ในการระบายน้ําจากชุมชนวัดไตรสามัคคีเพื่อลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยาเมื่อก่อสร้างทางเสร็จปรากฏว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ก่อสร้างคลองแนวใหม่ทดแทนคลองเดิมที่ถมไปแต่มิได้สร้างระบบระบายน้ําดังเดิม
เมื่อฝนตกหนักจึงทําให้เกิดน้ําท่วมเนื่องจากไม่มีระบบระบายน้ําเพื่อระบายน้ําลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยา
ทําให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากน้ําท่วมขัง
ดังนั้น คดีนี้ความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจึงเกิดจากการกระทําละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทําของเทศบาลตําบล
สําโรงเหนือ ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโอนงบประมาณในการสร้างระบบระบายน้ําให้แก่เทศบาล
ไปแล้วก็ไม่ทําให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพ้นจากความรับผิดอันเกิดจากการกระทําละเมิดได้ อุทธรณ์ข้อนี้
จึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสองอุทธรณ์ว่า แนวคลองที่เป็นจุดสถานที่ตั้งระบบระบายน้ํา
เป็นแนวคลองที่อยู่ในเขตทางพิเศษ การดําเนินการก่อสร้างต้องดําเนินการบนที่ดินที่เป็นเขตทางพิเศษ
การดําเนินการของเทศบาลตําบลสําโรงเหนือจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. การทางพิเศษ
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ หาใช่เป็นกรณีการกําหนดอํานาจหน้าที่การควบคุมดูแลสาธารณสมบัติ
ของแผ่นดินตามที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า
คลองที่ขุดขึ้นใหม่มีสภาพเป็นคลองสาธารณะ โดยหลักการแล้วย่อมอยู่ในความดูแลของเทศบาล
ตําบลสําโรงเหนือตามมาตรา ๕๐ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกอบมาตรา ๑๖ แห่ง
พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
ก็ตาม แต่เมื่อแนวคลองดังกล่าวอยู่ในเขตทางพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอํานาจกําหนดมาตรการ
เพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้และรักษาทางพิเศษ ตลอดจนการใช้และรักษาทรัพย์สิน
การให้บริการ และการอํานวยความสะดวกต่างๆ ในเขตทางพิเศษตามมาตรา ๑๐ (๔) แห่ง พ.ร.บ.
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นอํานาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในการบํารุงรักษาทางพิเศษ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่อาจ
ดําเนินการส่งมอบคลองที่ขุดขึ้นใหม่ให้แก่เทศบาลตําบลสําโรงเหนือ และเมื่อคลองที่ขุดขึ้นใหม่
มีสภาพเป็นคลองสาธารณะ เทศบาลตําบลสําโรงเหนือมีอํานาจและหน้าที่จัดระบบการบริการสาธารณะ
เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตน การจัดให้มีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้ํา และทางระบายน้ํา
การกําจัดขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ําเสีย การดูแลรักษาที่สาธารณะ ตามมาตรา ๕๐ แห่ง
พ.ร.บ เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๒) (๑๘) และ (๒๗) แห่ง พ.ร.บ. กําหนดแผนและ
ขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ก็ยังมีหน้าที่ร่วมกับเทศบาลตําบลสําโรงเหนือในการบํารุงรักษาคลองสายธนูที่ขุดขึ้นใหม่ รวมทั้งระบบระบายน้ํา ในส่วนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามกฎหมาย อุทธรณ์ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในประเด็นนี้ฟังขึ้น
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ก่อสร้างระบบระบายน้ําเป็นการพิพากษาเกินจากที่ปรากฏในคําฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ความเดือดร้อน
เสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเกิดขึ้นจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อระบบระบายน้ําและทําการถม
คลองสายธนู และได้ดําเนินการก่อสร้างแนวคลองสายธนูใหม่โดยยังไม่ได้สร้างระบบระบายน้ํา
ทดแทนระบบระบายน้ําเดิม การที่ศาลปกครองจะกําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดําเนินการ
ก่อสร้างระบบระบายน้ําทดแทนระบบระบายน้ําเดิมจึงเป็นการเยียวยาความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดี
ได้รับตามที่ได้กล่าวมาในคําฟ้อง และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้ความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดี
ได้รับเกิดจากการกระทําละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพื่อเป็นการเยียวยาความเดือดร้อนหรือ
เสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองจึงมีอํานาจกําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดําเนินการก่อสร้าง
ระบบระบายน้ําทดแทนระบบระบายน้ําเดิมที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รื้อถอนออกไปได้ตามมาตรา ๗๒
วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ดําเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ําทดแทนระบบระบายน้ําเดิมที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รื้อถอน
ออกไป เพื่อให้การระบายน้ําจากชุมชนวัดไตรสามัคคีและบริเวณใกล้เคียงเป็นปกติดังเดิม ทั้งนี้
ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด นั้น ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ส่งมอบคลองสายธนูที่ขุดขึ้นใหม่ให้แก่
เทศบาลตําบลสําโรงเหนือ นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษาแก้คําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ต้อง
ส่งมอบคลองสายธนูที่ขุดขึ้นใหม่ให้แก่เทศบาลตําบลสําโรงเหนือ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม
คําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

หมายเหตุ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อส.๙/๒๕๕๗ วินิจฉัยทํานองเดียวกัน

 

ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด

12 ตอบกลับไปที่ “สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง”

  1. Very good site you have here but I was wondering if you knew of any forums that cover the same topics
    talked about in this article? I’d really like to be a part of community where I can get responses
    from other knowledgeable people that share the same interest.
    If you have any suggestions, please let me know.
    Cheers!

ใส่ความเห็น