เวนคืน : ฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม

เรื่อง เวนคืน : ฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๙ วรรคสอง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๖ วรรคสาม)

การกําหนดค่าทดแทนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ย

คําพิพากษาศาลปกครองสงสู ุดที่ อ.๕๔๗/๒๕๕๗
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ดินตามโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๕๔๑๗ ตําบลบางปลา (บางลาว) อําเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่
๒๖ ไร่ ๒๐ ตารางวา ที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ ๓ งาน ๑๕ ตารางวา อยู่ในแนวเขตที่จะ
เวนคืนตาม พ.ร.ฎ. กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อก่อสร้างระบบ
ระบายน้ําตามโครงการระบายน้ําบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องต้นฯ
มีมติกําหนดเงินค่าทดแทนที่ดินในท้องที่อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สําหรับที่ดินตําบล
บางปลาตั้งแต่ใต้คลอง ๙ ลงมาด้านทิศใต้ จนสุดเขตตําบลบางปลา เป็น ๔ หน่วยราคา
โดยกําหนดให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามอยู่ในหน่วยที่ ๓ ที่ดินติดคลองสาธารณประโยชน์หรือ
คลองชลประทาน ไร่ละ ๘๐๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท ถูกเวนคืน ๓ งาน ๑๕ ตารางวา
เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินจํานวน ๖๓๐,๐๐๐ บาท และเงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงปลาเป็นเงิน
๑๐,๗๙๐.๘๐ บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น ๖๔๐,๗๙๐.๘๐ บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับเงิน
ค่าทดแทนที่ดินและเงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่พอใจ จึงได้ยื่นอุทธรณ์
เป็นหนังสือต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยขอเพิ่มเงิน
ค่าทดแทนที่ดินเป็นราคาไร่ละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขอเพิ่มค่าทดแทนบ่อเลี้ยงปลาเป็นเงิน
จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามทราบ
ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึง
สภาพและที่ตั้งของที่ดินแปลงพิพาทแล้วปรากฏว่า นาง ว. ภรรยาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทําหนังสือ
สละที่ดินด้านทิศใต้เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ให้สํานักงานทางหลวงชนบทเพื่อสร้างถนน
สายลูกพระดาบส – ม. ราชภัฎ – เทพารักษ์ เพื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก่อน พ.ร.ฎ.
กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ มีผลใช้บังคับ และต่อมาได้มีการปรับปรุง
ให้มีสภาพเป็นถนนดินลูกรังสามารถใช้เป็นเส้นทางเดินรถยนต์เข้าออกได้ โดยกรมทางหลวงชนบท
เริ่มดําเนินการก่อสรางถนนสายล ้ ูกพระดาบส – ม.ราชภัฎ – เทพารักษ์ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙
แต่เส้นทางดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ แต่รถยนต์สามารถใช้เป็นเส้นทางเข้าออกได้ ในช่วงเวลา
เดียวกับที่คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องต้นฯ กําหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นที่ดินที่มีทางออกสู่สาธารณะซึ่งมีสภาพดีกว่าที่ดิน
หน่วยที่ ๓ ที่ดินติดคลองสาธารณประโยชน์หรือคลองชลประทานซึ่งคณะกรรมการ
กําหนดราคาเบื้องต้นฯ กําหนดให้ตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท หรือไร่ละ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ประกอบกับที่ดินในหน่วยที่ ๒ เป็นที่ดินติดทางเอกชน (บนคันดิน) รถยนต์เข้าออก
ได้มีราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ตารางวาละ ๒,๕๐๐ บาท หรือไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
เมื่อถนนสายลูกพระดาบส – ม.ราชภัฏ – เทพารักษ์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสามารถใช้
ถนนดังกล่าวเป็นเส้นทางเข้าออกได้สะดวก แม้ว่าขณะเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามนั้น
ถนนดังกล่าวยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่มีโครงการก่อสร้างที่ชัดเจน จึงรับฟังได้ว่า สภาพและที่ตั้ง
ของที่ดินแปลงพิพาทย่อมดีกว่าที่ดินในหน่วยที่ ๒ แต่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ที่ดินที่มีสภาพและที่ตั้ง
ตามหน่วยที่ ๑ ซึ่งเป็นที่ดินติดถนนซอยที่ส่วนราชการเป็นผู้ดําเนินการก่อสร้าง และมีราคาตารางวาละ
๔,๐๐๐ บาท หรือไร่ละ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง เมื่อพิจารณาจาก
สภาพและที่ตั้งของที่ดินแล้ว เห็นว่า ควรกําหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามในอัตรา
ระหว่างที่ดินหน่วยที่ ๑ ซึ่งมีราคาตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท และที่ดินหน่วยที่ ๒ ซึ่งมีราคาตารางวาละ
๒,๐๐๐ บาท โดยควรกําหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ถูกเวนคืนในอัตราตารางวาละ
๓,๐๐๐ บาท การที่คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องต้นฯ กําหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม
ตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม เมื่อที่ดิน
ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๓ งาน ๑๕ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจากที่
คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องต้นฯ กําหนดให้เป็นเงิน ๓๑๕,๐๐๐ บาท
สําหรับดอกเบี้ยที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีสิทธิได้รับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (กรมชลประทาน) ได้นําเงินค่าทดแทนที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สาขาบางพลี
เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของจํานวนเงิน
ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจําของธนาคารออมสิน
นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นไป แต่อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ตามคําขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามแต่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของ
ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจําของธนาคารออมสิน ตามที่ธนาคารออมสิน
ประกาศกําหนดในแต่ละช่วงเวลาแต่ไม่เกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๙
ซึ่งคลาดเคลื่อนแม้จะไม่มีคู่กรณีฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อนึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของ
ศาลปกครองชั้นต้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้วินิจฉัยอุทธรณ์เงินค่าทดแทนของผู้ฟ้องคดีทั้งสามโดยให้
เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินอีกตารางวาละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๓,๐๐๐ บาท และผู้ฟ้องคดี
ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินจํานวน ๓๑๕,๐๐๐ บาท ไปแล้วเมื่อวันที่
๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจําของ
ธนาคารออมสินในจํานวนเงินที่เพิ่มขึ้น นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น
๓๓๖,๑๖๕.๔๒ บาท ศาลจึงไม่ต้องมีคําบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (อธิบดี
กรมชลประทาน) ชําระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามตามคําพิพากษาอีก พิพากษาแก้
คําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายเงิน
ค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นเงินจํานวน ๓๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจําของธนาคารออมสิน ตามที่ธนาคารออมสินประกาศกําหนดในแต่ละช่วงเวลา
แต่ไม่เกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ
แต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้ว
จึงไม่ต้องมีคําบังคับอีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
ที่มา : สํานักประธานศาลปกครองสูงสุด