เวนคืน : ฟ้องขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม

เรื่อง เวนคืน : ฟ้องขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม (พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๔๒
วรรคสอง , พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๐ และ
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง)

ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย
ตามที่กฎหมายกำหนดก่อนฟ้องคดี การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว
กรณีที่ไม่สมควรกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๓๐-๖๓๒/๒๕๕๗
ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดิน
โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ และผู้ฟ้องคดีที่ ๓
เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ ที่ดินทั้งสามแปลงมีพื้นที่ติดต่อกันตั้งอยู่ตำบลบางพึ่ง
อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมา ได้มี พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ
พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเหตุให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามถูกเวนคืนบางส่วน โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑
โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๒ ไร่ ๒๙ ตารางวา
คงเหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๗ ตารางวา ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ เนื้อที่
๕ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๗๔ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน
๙๔ ตารางวา และที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา
ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ๑๙ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ ๑ ไร่ ๘๓ ตารางวา (รังวัดใหม่)
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยังเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ และเลขที่ ๑๐๓๗
ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่ถูกเวนคืนแต่มีพื้นที่ติดกัน และติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒
โดยที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ อยู่ติดกับซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ (ซอยแยกจากถนน
พระราชวิริยาภรณ์) ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตรวมรางตื้นกว้าง ๕.๕๐ เมตร และมีทางเดินคอนกรีตกว้าง
๒.๒๐ เมตร เชื่อมจากปลายซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ ออกสู่ถนนนครเขื่อนขันธ์ เพื่อเป็นทางสัญจร
เข้าสู่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามและที่ดินของบุคคลอื่นในบริเวณเดียวกัน โดยถนนคอนกรีตกว้าง
๒.๒๐ เมตร ตัดผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และเข้ามาในที่ดินโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๑๐๔๒ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถัดจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถนนจะแคบลงเป็นถนนทางเดิน
คอนกรีตกว้างเพียง ๑.๕๐ เมตร ถึง ๒ เมตร ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒
ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ เลขที่ ๑๐๓๗ และเลขที่ ๑๐๔๐ ให้เป็นกรรมสิทธิ์
แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ กรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ วายชนม์ลง ต่อมา วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๓
ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงแก่กรรม โดยผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
และที่ ๓ ทางทะเบียน (เป็นกรรมสิทธิ์รวม) ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ สำหรับการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามในที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้น คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ
มีมติกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน โดยแบ่งพื้นที่ตามความเห็นของบริษัทที่ปรึกษาออกเป็น
๗ ทำเล โดยเห็นว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามตั้งอยู่ในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
และอยู่ในทำเลที่ ๗ ข้อ ๗.๒ คือ ที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่สวน รถยนต์เข้าไม่ถึง จึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน
ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามตารางวาละ ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดิน
ที่ถูกเวนคืนงวดแรกในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๕ แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดิน
ที่ได้รับจึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๕ อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นในอัตรา
ตารางวาละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม
ยังไม่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี
(กรมทางหลวงชนบท ที่ ๑ กระทรวงคมนาคม ที่ ๒) จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
อัตราตารางวาละ ๓๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ตารางวาละ ๓๑,๒๐๐ บาท และผู้ฟ้องคดีที่ ๓
ตารางวาละ ๓๒,๕๐๐ บาท ในระหว่างการพิจารณาคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ยืนราคาค่าทดแทนที่ดินตามราคาที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ
กำหนดไว้ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้มีมติกำหนด
ราคาค่าทดแทนที่ดินโดยนำเอาข้อมูลราคาซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๓๙๐๒ ตำบลบางพึ่ง
อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ ๒๑๕ ๕/๑๐ ตารางวา ซึ่งเป็นการซื้อขายเมื่อวันที่ ๒๕
พฤษภาคม ๒๕๔๒ มาใช้เปรียบเทียบเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนให้กับผู้ถูกเวนคืน โดยที่ดินแปลง
ดังกล่าวอยู่ติดถนนทรงธรรมและมีราคาซื้อขายเฉลี่ยตารางวาละ ๔๒,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่า
ราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่กำหนดราคาที่ดินติดถนนทรงธรรม
ในอัตราตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาท แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็นราคาซื้อขายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกา
ใช้บังคับ (วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑) ไม่อาจนำมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดราคา
ค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ถูกเวนคืนได้โดยตรง แต่ก็ได้นำมาประกอบการพิจารณาเปรียบเทียบกับราคา
ที่บริษัทที่ปรึกษาประเมินไว้เพื่อหาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์
ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ แล้วได้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่ติดถนนทรงธรรม
ถนนเพชรหึงษ์ และถนนพระราชวิริยาภรณ์ ซึ่งอยู่ในทำเลเดียวกับที่ดินที่ปรากฏราคาซื้อขายดังกล่าว
ในอัตราตารางวาละ ๓๙,๐๐๐ บาท โดยถือว่าเป็นที่ดินในทำเลที่ ๑ สำหรับที่ดินที่มีสภาพและที่ตั้ง
ด้อยกว่าที่ดินในทำเลที่ ๑ เช่น ที่ดินติดถนนสายรอง หรือที่ดินติดซอยแยกจากถนนสายหลัก ฯลฯ
ก็ได้จัดให้อยู่ในทำเลที่ ๒ ถึงทำเลที่ ๗ รวมทั้งได้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้ลดหลั่นลงไป
ดังนั้น หลักเกณฑ์การกำหนดสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์บริเวณพื้นที่ อำเภอพระประแดง
(คลองบางพึ่งถึงคลองลัดตะนง) พร้อมทั้งการกำหนดเงื่อนไขและราคาค่าทดแทนให้ลดหลั่นกันไป
ตามสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น ก็เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่ให้คำนึงถึง
ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ เหตุและวัตถุประสงค์
ของการเวนคืนนั้น เป็นหลัก จึงมีเหตุผลที่รับฟังได้ว่าเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชอบ
ด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ และเหมาะสมเป็นธรรมตามมาตรา ๒๑
วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ แล้ว คณะกรรมการกำหนด
ราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม อยู่ในทำเลที่ ๗.๒ คือ ที่ดินนอกเหนือจาก
ทำเลที่ ๑ ถึงทำเลที่ ๖ โดยที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่สวน รถยนต์เข้าไม่ถึง แต่ศาลปกครองชั้นต้น
วินิจฉัยว่าเฉพาะที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถือว่าอยู่ในทำเลที่ ๓ คือ ที่ดินติดซอยแยกจากถนนสายหลัก
แต่เนื่องจากพื้นที่ส่วนที่ถูกเวนคืนมีระยะห่างจากซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ เกิน ๑๒๐ เมตร
เมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขข้อ (ข) และ (ง) จึงให้ราคาที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ที่ถูกเวนคืนมีราคาที่ดิน
ในทำเลที่ ๖ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ถูกเวนคืนอยู่ในทำเลใด
ตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขใด และการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความเหมาะสม
และเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้สภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีพื้นที่ติดกัน และผู้ฟ้องคดีทั้งสาม
เป็นพี่น้องกัน ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ สามารถเดินทางออกสู่ซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕
ผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้ แต่ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทน
ของที่ดินแต่ละแปลงนั้นจำต้องพิจารณาตามสภาพทำเลที่ตั้งที่มีอยู่ในวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดิน
ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับ คือ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งในวันดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลงกัน แยกกรรมสิทธิ์ต่างหากจากกัน โดยสภาพที่ดิน
โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๓
มิใช่ที่ดินที่อยู่ติดซอยแยกจากถนนสายหลัก มีเพียงที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒
เท่านั้น ที่อยู่ติดซอยแยกจากถนนสายหลักโดยสภาพ แม้ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะได้เป็น
เจ้าของรวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ เลขที่ ๑๐๓๗ และเลขที่ ๑๐๔๐ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒
ทั้งหมด แต่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๕๔๑
มีผลใช้บังคับ จึงหามีผลให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดซอยแยกจากถนนสายหลักไม่
ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เมื่อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มีพื้นที่
ติดกับปลายซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ หรือซอยแยกจากถนนสายหลัก จึงเป็นผลให้ที่ดินของ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งสามแปลง คือ แปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ เลขที่ ๑๐๓๗ และเลขที่ ๑๐๔๐
เป็นที่ดินหลายแปลงติดต่อกันและเป็นเจ้าของเดียวกันที่มีพื้นที่ติดกับซอยแยกจากถนนสายหลัก
ซึ่งตามหลักเกณฑ์การกำหนดค่าทดแทนในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
(คลองบางพึ่งถึงคลองลัดตะนง) ข้อ (ง) ให้คิดเสมือนเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อในพื้นที่ด้านทิศเหนือ
ของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มีพื้นที่ติดกับซอยแยกจากถนนสายหลัก
ก่อนมี พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งสามแปลง
จึงถือเป็นที่ดินในทำเลที่ ๓ คือ ที่ดินติดซอยแยกจากถนนสายหลัก ดังนั้น ที่ศาลปกครองชั้นต้น
วินิจฉัยว่าเฉพาะที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถือเป็นที่ดินอยู่ในทำเลที่ ๓ จึงชอบแล้ว ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
อุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงแม้เจ้าของที่ดินเป็นคนเดียวกัน แต่ที่ดินแต่ละแปลง
ไม่ได้มีเจตนารวมโฉนดเป็นโฉนดเดียวกันหรือจดทะเบียนภาระจำยอมของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖
และเลขที่ ๑๐๓๗ ให้เป็นทางเข้าออกแต่อย่างใดกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ ที่จะได้รับผลในการ
ออกสู่ซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ ได้ อีกทั้งไม่แน่ใจว่าจะเป็นเจ้าของเดียวกันตลอดไป เนื่องจาก
มีทายาทหลายคน นั้น เห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งที่ดินดังกล่าว
มีพื้นที่ติดกัน ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีสิทธิพัฒนาที่ดินทั้งสามแปลงของตนเองออกสู่
ซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ ได้ โดยไม่จำต้องจดทะเบียนภาระจำยอมแต่อย่างใด อุทธรณ์ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจรับฟังได้
เพราะฉะนั้น การกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามนั้น
จึงสมควรแยกพิจารณา ดังนี้ ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒ ที่ถูกเวนคืนบางส่วน
ที่ดินส่วนใหญ่มีสภาพเป็นที่สวน โดยบางส่วนใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัย และมีถนนทางเดินคอนกรีตกว้าง
เพียง ๒.๒๐ เมตร โดยสภาพจึงไม่ใช่ถนนที่รถยนต์ทั่วไปสามารถเข้าออกได้ และไม่อาจถือว่าเป็น
ที่ดินติดซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ แม้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ สามารถใช้ทางเดินดังกล่าว ผ่านที่ดินตามโฉนด
ที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ไปออกซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ ได้ก็ตาม แต่ทางเดินคอนกรีตกว้างประมาณ
๒.๒๐ เมตร ดังกล่าวก็ไม่อาจถือว่าเป็นถนน ซอย ทางสาธารณะหรือทางส่วนบุคคลที่บุคคลโดยทั่วไป
สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้ตามปกติ ฉะนั้น ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ใน
ทำเลที่ ๓ (ที่ดินติดซอยแยกจากถนนสายหลัก) หรืออยู่ในทำเลที่ ๕ (ที่ดินติดซอยแยกจากซอย
ในทำเลที่ ๓) หรืออยู่ในทำเลที่ ๖ (ที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนาทางเข้าออก) ที่ดินตามโฉนด
ที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีสภาพตามทำเลที่ ๗.๒ คือ ที่ดินแปลงใหญ่ที่สภาพส่วนใหญ่
ใช้เป็นที่สวน ดังนั้น การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จัดให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑
อยู่ในทำเลที่ ๗.๒ จึงเป็นการพิจารณาที่มีเหตุผลที่รับฟังได้ว่าสอดคล้องกับสภาพและที่ตั้งของที่ดินแล้ว
รวมทั้งการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้ในอัตราตารางวาละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นราคาที่สูงกว่า
ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดไว้สำหรับที่ดินในพื้นที่อำเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการ (คลองบางพึ่งถึงคลองลัดตะนง) และสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี
พ.ศ. ๒๕๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๒ และราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๖ (ตารางวาละ
๔,๐๐๐ บาท) กรณีจึงต้องถือว่าเป็นค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
ตามสมควรแล้ว สำหรับในส่วนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนั้น ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๒
ถูกเวนคืนบางส่วน โดยที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวา ถูกเวนคืนจำนวน ๒ ไร่ ๒๙ ตารางวา
คงเหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๗ ตารางวา ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแยกออกจากกันเป็นสองส่วน
โดยส่วนแรกทางด้านทิศใต้เหลือพื้นที่ ๕ ตารางวา ส่วนที่สองเหลือพื้นที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๒ ตารางวา
สำหรับที่ดินที่เหลือด้านทิศใต้พื้นที่ ๕ ตารางวา นั้น เห็นว่า เมื่อที่ดินที่เหลือน้อยกว่า ๒๕ ตารางวา
และมิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ สามารถ
ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือดังกล่าวนี้ได้ตามมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ.
ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ กรณีจึงเป็นเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอน
หรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ แต่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่ ศาลจึงไม่อาจพิจารณาเพื่อกำหนดราคาค่าทดแทนในที่ดินส่วนนี้ได้
ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างไรก็ตาม ที่ดินส่วนนี้เมื่อถูกเขตทางกั้น
จึงไม่สามารถเข้าสู่ที่ดินส่วนที่เหลือของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ลุ่มและไม่มี
ทางเชื่อมออกสู่ทางคู่ขนานในจุดดังกล่าว เห็นได้ว่า ที่ดินดังกล่าวย่อมมีราคาลดลงโดยสภาพ
แต่เมื่อพิจารณาที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมดของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ยังสามารถที่จะทำ
ประโยชน์ต่างๆ ต่อไปได้ และย่อมได้รับประโยชน์จากการเวนคืนมากกว่า สภาพที่ดินในปัจจุบัน
ต่อเนื่องกันไป โดยสามารถพัฒนาที่ดินของตนเองให้มีศักยภาพสูงกว่าในปัจจุบันที่มีสภาพส่วนใหญ่
เป็นเพียงที่สวนได้ จึงเห็นว่าไม่สมควรกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน
ที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่ามีราคาลดลง
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ เมื่อพิจารณาแล้วว่าถือเป็น
ที่ดินทำเลที่ ๓ ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่เนื่องจากพื้นที่ส่วนที่ถูกเวนคืน
มีระยะห่างจากซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ เกินกว่า ๑๒๐ เมตร และสภาพที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่สวน
แต่ทว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของเดียวกันในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ เลขที่ ๑๐๓๖ และ
เลขที่ ๑๐๓๗ ซึ่งมีพื้นที่ติดกัน และมีถนนทางเดินคอนกรีตออกสู่ซอยพระราชวิริยาภรณ์ ๑๕ ได้
ดังนั้น ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ ที่ถูกเวนคืน จึงเป็นที่ดินที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเส้นทาง
เข้าออกได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้อ (ข) และข้อ (ง) สมควรกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดิน
ที่ถูกเวนคืนในทำเลที่ ๖ โดยให้มีราคาตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาท หรือได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้น
จากเดิมที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดราคาตารางวาละ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นราคา
ตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นตารางวาละ ๕,๐๐๐ บาท เมื่อปรากฏว่าที่ดินตามโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๑๐๔๐ ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๗๔ ตารางวา จึงเป็นเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นจำนวน
๓,๘๗๐,๐๐๐ บาท ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่
ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเงิน ๓,๘๗๐,๐๐๐ บาท จึงชอบแล้ว ส่วนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนั้น ที่ดิน
ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐ ถูกเวนคืนบางส่วน โดยที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา
ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๗๔ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๙๔ ตารางวา ที่ดินส่วนที่เหลือ
มีลักษณะเป็นรูปยาวรีด้านไม่เท่า ทำให้เสียรูปทรงไปอย่างมาก ที่ดินส่วนที่เหลืออาจมีราคาลดลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนมีพื้นที่ติดกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ และ
เลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่ถูกเวนคืน ดังนั้น ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนยังคงมีสภาพ
ติดต่อและเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของเจ้าของเดียวกัน เมื่อได้พิจารณาแล้วว่าที่ดินของ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งหมดมีศักยภาพที่จะพัฒนาเส้นทางเข้าออกได้ และที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมด
ยังสามารถที่จะทำประโยชน์ต่างๆ ต่อไปได้ อีกทั้งยังมีจุดเชื่อมทางคู่ขนานจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒
ออกสู่ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ย่อมได้รับประโยชน์จากการเวนคืนมากกว่า
สภาพที่ดินในปัจจุบันอย่างมากต่อเนื่องกันไป จึงเห็นว่าสภาพที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับประโยชน์จากการเวนคืนมากกว่าราคาที่ดินที่อาจลดลง จึงไม่สมควรกำหนด
ราคาค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่ามีราคาลดลง
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ มีพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกเวนคืน แต่ที่ดิน
ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นที่สวน โดยมีถนนคอนกรีต (ถนน คสล.) กว้าง ๑.๒๐ เมตร เชื่อมจากที่ดิน
ของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ด้านทิศตะวันตก ออกสู่ถนนสุขสวัสดิ์ ซึ่งถนนดังกล่าวมิใช่ทางรถยนต์โดยสภาพ
และที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ มิใช่ที่ดินที่อยู่ติดถนนสายหลักหรืออยู่ติดซอยแยกใดๆ ที่ดินของ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ จึงมีสภาพตามทำเลที่ ๗.๒ คือ ที่ดินแปลงใหญ่ที่สภาพส่วนใหญ่ใช้เป็นที่สวน ดังนั้น
การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จัดให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ อยู่ในทำเลที่ ๗.๒ จึงเป็น
การพิจารณาที่มีเหตุผลที่รับฟังได้ว่าสอดคล้องกับสภาพและที่ตั้งของที่ดินแล้ว รวมทั้งการ
กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้ในอัตราตารางวาละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นราคาที่สูงกว่าที่คณะกรรมการ
กำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดไว้สำหรับที่ดินในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
(คลองบางพึ่งถึงคลองลัดตะนง) และสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๒
และราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๖ (ตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท) กรณีจึง
ต้องถือว่าเป็นค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ แล้ว ส่วนที่ดินที่เหลือจาก
การเวนคืน ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ ถูกเวนคืนบางส่วน โดยที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน
๖๘ ตารางวา ถูกเวนคืน ๔ ไร่ ๓ งาน ๑๙ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ ๒ งาน ๔๙ ตารางวา หรือ ๑ ไร่
๘๓ ตารางวา (รังวัดใหม่) ยังคงมีสภาพเป็นที่ดินผืนใหญ่และสามารถปลูกสร้างอาคารถาวรได้
และในแนวเวนคืนมีการสร้างทางคู่ขนานให้ได้ใช้ประโยชน์โดยมีจุดเชื่อมทางคู่ขนานที่ทำสำเร็จแล้ว
ในที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๑ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ย่อมได้รับประโยชน์
จากการเวนคืนมากกว่าสภาพที่ดินในปัจจุบันต่อเนื่องกันไป โดยสามารถพัฒนาที่ดินของตนเอง
ให้มีศักยภาพสูงกว่าในปัจจุบันที่มีสภาพส่วนใหญ่เป็นเพียงที่สวนได้ จึงเห็นว่าถึงแม้ที่ดินส่วนที่เหลือ
จากการเวนคืนอาจมีราคาลดลงและใช้ประโยชน์ได้อย่างจำกัด แต่ผลจากการเวนคืนในครั้งนี้
ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ จะได้รับประโยชน์จากการเวนคืนมากกว่าราคาที่ดินที่ลดลง จึงไม่สมควรกำหนด
ราคาค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ที่อ้างว่ามีราคาลดลง
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์ว่า ในแนวเขตเวนคืนมีที่ดินแปลงเล็กที่เจ้าของ
ปลูกบ้านพักอาศัยจำนวน ๗ ราย และมีพื้นที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ได้รับค่าทดแทน
ราคาตารางวาละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทุกราย เห็นว่า ที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงขนาด
เหมาะสมและมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยหรือพาณิชยกรรม มิได้เป็นที่ดินแปลงใหญ่และมีที่ดิน
ส่วนใหญ่เป็นที่สวนดังที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้วว่า หลักเกณฑ์ รายละเอียด
และเงื่อนไขต่างๆ ในการกำหนดราคาค่าทดแทนเบื้องต้นฯ ชอบด้วยกฎหมายและมีความเหมาะสม
เป็นธรรมแล้ว เมื่อประเด็นนี้สภาพที่ดินที่กล่าวอ้างมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การกำหนดราคา
ค่าทดแทนเบื้องต้นฯ จึงมิได้อยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามในประเด็นนี้
จึงไม่อาจรับฟังได้
สำหรับประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์ว่า เมื่อที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นแปลงเดียวกัน
การคิดราคาที่ดินจะต้องคิดราคาต่อตารางวาเท่ากันตลอดทั้งแปลง การคิดราคาที่ดินตามโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๑๐๔๐ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ให้ได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ ๒๕ จึงไม่ถูกต้อง แท้จริงต้องคิด
ค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนในทำเลที่ ๓ อัตราตารางวาละ ๓๕,๑๐๐ บาท จึงจะถูกต้อง นั้น
เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เกี่ยวกับราคาค่าทดแทนนั้น
ทำเลที่ ๓ หมายถึงที่ดินที่มีด้านใดด้านหนึ่งติดซอยแยกออกมาจากถนนสายหลัก จึงจะคิดราคา
ค่าทดแทนในทำเลที่ ๓ ได้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าที่ดินที่ติดซอยแยกจากถนนสายหลัก
คือ ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เท่านั้น ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐
ที่ถูกเวนคืนบางส่วนมิใช่ที่ดินที่ติดซอยแยกจากถนนสายหลักโดยสภาพ เพียงแต่ที่ดินตามโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๑๐๔๐ มีพื้นที่ติดกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๖ และเลขที่ ๑๐๓๗ และเป็นเจ้าของเดียวกัน
ซึ่งเมื่อรวมกันเป็นที่ดินผืนใหญ่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขจึงถือให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๐
เสมือนเป็นที่ดินทำเลที่ ๓ เพื่อให้การกำหนดราคาค่าทดแทนมีความเหมาะสมและเป็นธรรม
ซึ่งจะต้องกำหนดราคาค่าทดแทนตามเงื่อนไขข้อ (ข) และข้อ (ง) เท่านั้น ตามสภาพที่ดินโฉนดที่ดิน
เลขที่ ๑๐๔๐ จึงไม่สมควรพิจารณากำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้ได้ราคาในทำเลที่ ๓ (ซึ่งมี
ราคาค่าทดแทนที่ดินทำเลที่ ๓ ในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อัตราตารางวาละ
๓๕,๑๐๐ บาท) อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามในประเด็นนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้น
พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเงิน ๓,๘๗๐,๐๐๐ บาท
โดยให้ชำระเงินค่าทดแทนดังกล่าวภายในหกสิบวันนับจากวันที่คดีถึงที่สุด ให้คืนค่าธรรมเนียมศาล
บางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ฟ้องคดีที่ ๓
รวมทั้งคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

 

ที่มา : สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

116 ตอบกลับไปที่ “เวนคืน : ฟ้องขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม”

  1. obat hpv untuk pria

    Hallo i particularly like about the picture / article / presentation that you describe. Very unique, interesting and useful. denature adalah sebuah perusahaan yang bergerak dalam bidang obat herbal aman dan ampuh tanpa efek samping. Obat kami sangat ma…

ใส่ความเห็น