หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐและแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญ

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐและแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญ

๑. ความหมายและหลักการสำคัญของการบริการงานบุคคลภาครัฐ

การบริหารงานบุคคล หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวกับการวางนโยบายการวางแผนโครงการ ระเบียบและวิธีดำเนินการหรือกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดเกี่ยวกับบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในองค์การใดองค์การหนึ่ง เพื่อให้ได้มาใช้ประโยชน์ และบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณเพียงพอ เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

การบริหารงานบุคคลภาครัฐ มีฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ๔ ฝ่าย ดังนี้

๑. ข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการ

๒. ผู้บังคับบัญชา ทำหน้าที่ในการวางแผน การจัดระบบงาน การอำนวยการหรือบัญชางาน การประสานและควบคุมงานและการจัดการเกี่ยวกับตัวข้าราชการที่อยู่ในบังคับบัญชา

๓. องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ท าหน้าที่ก าหนดหลักเกณฑ์วิธีการและมาตรฐาน ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ แนะนำชี้แจงเพื่อให้การปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นไปตามระเบียบและมาตรฐานเดียวกัน

๔. บุคลากร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษา ติดต่อประสานงาน ให้ความช่วยเหลือแนะนำ และให้บริการด้านการเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ภายใต้หลักผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการ คือ เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถ บรรลุภารกิจหรือพันธกิจของหน่วยงานที่กำหนดตามกฎหมายหรือนโยบายของหน่วยเหนือและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติสูงสุดอย่างรวดเร็วทันกับความต้องการของประชาชนโดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และภายใต้แนวคิดว่า การปฏิบัติงานขององค์การภาครัฐจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถเป็นประการสำคัญตามหลักการบริหารโดยระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งมีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ

Read More

ข้อควรระวังในการฟ้องคดีปกครอง

โดยปกติการฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลางจะไม่มีหลักเกณฑ์ ที่ซับซ้อนให้เป็น ภาระแก่ประชาชนผู้ประสงค์จะฟ้องคดี และการดำเนินคดีใน ศาลปกครองกลางก็ค่อนข้างยืดหยุ่น เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน มีความถูกต้องและครบถ้วนที่สุดแต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมีปัญหาที่มักเกิดขึ้นและทำให้การฟ้องคดีและการดำเนินคดีในศาลปกครอง ล่าช้าเป็นที่เสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอยู่หลายประการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีควรระมัดระวัง ดังนี้

1. ข้อควรระวังในการจัดทำคำฟ้อง

ด้วยเหตุที่การฟ้องคดีปกครอง ผู้ฟ้องคดีสามารถจัดทำคำฟ้องได้ด้วยตนเอง โดย ไม่จำเป็นต้องให้ทนายความ หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยจัดทำคำฟ้องให้ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ไม่ได้ศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการฟ้องคดีปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองที่เกี่ยวข้อง ก็อาจ จัดทำคำฟ้องได้ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และทำให้ศาลปกครอง กลางไม่อาจรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งข้อบกพร่องที่พบบ่อยนั้น มีดังนี้

1.1 ผู้ฟ้องคดีใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ

ศาลปกครองกลางตระหนักดีว่า ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอาจมีความ รู้สึกคับข้องใจหรือโกรธเคืองหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องแต่ศาล ย่อมไม่อาจรับคำ ฟ้องที่ไม่สุภาพไว้พิจารณาพิพากษาได้ดังนั้น หากคำ ฟ้องใดมีการใช้ ถ้อยคำไม่สุภาพ ศาลก็จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขคำฟ้องนั้นภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และหาก ผู้ฟ้องคดีไม่ยอมดำเนินการศาลก็มีอำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

1.2 ผู้ฟ้องคดีมีคำขอไม่ชัดเจน

Read More

ตัวอย่างคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

โดยปกติ คดีที่เอกชนจะฟ้องต่อศาลปกครองนั้นได้แก่ คดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน เนื่องจากการกระทำทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งในระยะแรกที่ศาลปกครองกลางเพิ่งเปิดทำการ ประชาชนอาจจะยังไม่ทราบได้แน่ชัดว่าเรื่องใดสามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้ และเรื่องใดที่ฟ้องต่อศาลปกครองไม่ได้ ดังนั้นจึงมีคดีจำนวนหนึ่งที่ศาลปกครองกลาง ไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้แม้จะเป็นกรณีที่น่าเห็นใจสักเพียงใดก็ตาม ซึ่งอาจสร้างความสงสัยและความคับข้องใจแก่ผู้ฟ้องคดีอยู่บ้าง

คดีที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณานั้นได้แก่

1. เรื่องที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นประชาชนด้วยกัน ทั้งนี้ เนื่องจากกรณี ดังกล่าวไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน เช่น กรณีที่ฟ้องว่าเอกชนอีกรายหนึ่งได้ละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดี โดยการใช้ประโยชน์ในทางส่วนบุคคล (คดีหมายเลขแดงที่ 76/2544) เป็นต้น

2. เรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายไม่ถือว่าหน่วยงานเหล่านี้เป็น หน่วยงานทางปกครอง เช่น ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) (คดีหมายเลขแดงที่ 1/2544) บริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (คดีหมายเลขแดงที่ 25/2544) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (คดีหมายเลขแดงที่ 44/2544) เป็นต้น

3. เรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กระทำความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยการกระทำส่วนตัว มิใช่เป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจทางปกครอง เช่น กรณีที่ฟ้องว่า พลทหารอาสาสมัครบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินใน เคหะสถานของผู้ฟ้องคดี โดยมีสาเหตุเนื่องจากไม่พอใจกันเป็นการส่วนตัว (คดีหมายเลขแดงที่ 85/2544) เป็นต้น

Read More

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น ศาลปกครองจะรับคดีไว้พิจารณาก็เฉพาะคดีที่อยู่ใน เขตอำนาจของศาลปกครองตามประเภทคดีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เท่านั้น

นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองกลางเปิดทำการ มีคดีที่ฟ้องต่อ ศาลปกครองกลางเป็นจำนวนมาก ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง ประเภทคดีที่ศาลปกครองกลางได้รับไว้ พิจารณา

1. คดีเกี่ยวกับการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน

1.1 ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
1.2 กำนันฟ้องนายอำเภอว่าออกคำสั่งพักหน้าที่ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
1.3 ผู้ขอต่อทะเบียนรถยนต์ฟ้องกรมการขนส่งทางบกว่ากระทำละเมิดจากการ ส่งมอบป้ายภาษีรถยนต์ ปี 2544 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีล่าช้าเกินสมควร
1.4 ผู้ยื่นคำขอมีสัญชาติไทยฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าปฏิบัติหน้าที่ ล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาคำขอมีสัญชาติไทยของตน

2. คดีเกี่ยวกับการพัสดุ สัญญาทางปกครอง

2.1 ผู้เสนอราคาในการจัดซื้อรถยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติว่าออกคำสั่งอนุมัติจัดซื้อรถยนต์ปฏิบัติการ ตรวจเก็บกู้วัตถุ ระเบิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.2 ผู้รับจ้างงานก่อสร้างฟ้องเทศบาลตำบลในฐานะผู้ว่าจ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกิน สมควรในการตรวจรับงานจ้างก่อสร้างสะพานทางเท้าคอนกรีตเสริมเหล็กข้าม คลองวัดอุบลและคลองตัน
2.3 ข้าราชการที่ลาศึกษาต่อฟ้องกรมว่าพิจารณาคำขอชดใช้ทุนการลาศึกษาต่อของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.4 ผู้รับจ้างงานก่อสร้างฟ้องกรมการแพทย์ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีตรวจรับงานจ้างล่าช้าเกินสมควร
2.5 ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการโรงงานฟ้องคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลว่าออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันหนี้ค่าปรับที่ผู้ ฟ้องคดีค้างชำระตามสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.6 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและโครงการสื่อสันติภาพฟ้ององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยว่าออกคำสั่งอนุมัติให้ยูบีซีขึ้นค่าบริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็น สมาชิกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Read More

ตัวอย่างการยื่นฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลาง

การยื่นฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลางนั้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นอื่น แต่มีข้อควรสังเกตเพิ่มเติมบางประการ ดังนี้

1. ผู้ฟ้องคดีจะมายื่นคำฟ้องด้วยตนเองที่ศาลปกครองกลางหรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ โดยในกรณีที่ยื่นฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้จ่าหน้าซองดังนี้

2. ในการเขียนคำฟ้องนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มไว้ แต่ผู้ฟ้องคดีต้องใช้ถ้อย คำที่สุภาพ และต้องระบุรายละเอียดหรือรายการต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีชื่อหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องคดี การกระทำหรือพฤติการณ์ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่นำมาฟ้อง คำขอของผู้ฟ้องคดีและลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีต้องจัดทำสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐาน (เช่น คำสั่งที่ทำให้ผู้ฟ้องคดี เดือดร้อนเสียหาย) ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับรองสำเนาถูกต้องตามจำนวนของผู้ถูกฟ้องคดี ยื่นมาพร้อมกับ คำฟ้องด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดี สำนักงานศาลปกครองกลางได้จัดทำตัวอย่าง คำฟ้อง (ค.1) ไว้ให้แล้ว

3. การฟ้องคดีปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดีสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทนายความ แต่หากผู้ฟ้องคดีไม่สะดวกที่จะดำเนินการใดๆด้วยตนเองก็อาจมอบอำนาจให้ทนายความหรือบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีปกครองแทนตนตั้งแต่ต้นจนเสร็จคดีก็ได้ กรณีเช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีจะต้องทำ ใบมอบอำนาจพร้อมทั้งติดอากรแสตมป์ราคา 30 บาท ให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องใช้ใบแต่งทนายเหมือนในคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั่วไป โดยผู้ฟ้องคดีอาจใช้ตัวอย่างใบมอบอำนาจที่ ศาลปกครองกลางได้จัดทำขึ้นก็ได้

4. ในบางกรณี ผู้ฟ้องคดีอาจไม่ประสงค์จะมอบอำนาจให้ทนายความหรือบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีปกครองแทนตนทั้งหมดดังเช่นกรณีตามข้อ3. แต่ต้องการเพียงให้ผู้อื่นมายื่นฟ้องแทนหรือยื่นเอกสารหรือ พยานหลักฐานแทนเป็นครั้งคราวเท่านั้น กรณีเช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีก็อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นกระทำแทนตนเป็นคราวๆ ก็ได้โดยในแต่ละคราวผู้ฟ้องคดีจะต้องทำใบมอบฉันทะ พร้อมทั้งติดอากรแสตมป์ราคา 10 บาท ให้เรียบร้อย ซึ่งกรณีนี้ศาลปกครองกลางได้จัดทำ ตัวอย่างใบมอบฉันทะ ไว้ด้วยแล้วเช่นกัน

Read More

การเสนอคำฟ้องต่อศาลปกครอง

การยื่นฟ้องต่อศาล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

1. เรื่องที่นำมาฟ้องต้องเป็นคดีปกครอง และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คือ เป็นกรณีตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

2. ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ

อำนาจศาลในที่นี้หมายถึงทั้งอำนาจและเขตอำนาจกล่าวคือ คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น ก็จะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นจะฟ้องไปยังศาลปกครอง สูงสุดไม่ได้ ในทางกลับกันคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ก็จะต้องยื่นฟ้องต่อศาล ปกครองสูงสุดเท่านั้น อีกทั้งการยื่นฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ซึ่งในศาลปกครองชั้นต้นได้แก่ ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือศาลที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่เขตศาลนั้น ส่วนศาลปกครองสูงสุดมีเขตอำนาจครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

3. คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการตามที่กำหนดไว้และยื่นโดยถูกวิธี

การฟ้องคดีปกครองไม่มีแบบของคำฟ้องกำหนดไว้เฉพาะ แต่ต้องทำเป็นหนังสือ ฟ้องด้วยวาจาไม่ได้) ใช้ถ้อยคำสุภาพ มีรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 กล่าวคือต้องระบุ ชื่อ ที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี คำขอและลายมือชื่อผู้ฟ้องคดี โดยต้องแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปพร้อมคำฟ้อง โดยผู้ฟ้องคดีต้องจัดทำสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐานตามจำนวนผู้ถูกฟ้องคดีด้วย

สำหรับวิธีการยื่นคำฟ้องนั้นจะยื่นด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทนหรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

อนึ่ง ในกรณีที่มีผู้ประสงค์จะฟ้องคดีหลายคนในเหตุเดียวกัน บุคคล ดังกล่าวจะยื่นคำฟ้องร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยมอบให้ผู้ฟ้องคดีคนหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ฟ้องคดีทุกคนก็ได้ ในกรณีนี้ถือว่าการกระทำของตัวแทนผู้ฟ้องคดีในกระบวนพิจารณาผูกพันผู้ฟ้องคดี ทุกคนด้วย

4. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย

Read More

คำฟ้องคดีปกครอง

ศาลปกครองOK

ในการพิจารณาคำฟ้องว่าศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น จะตรวจสอบทั้งในเนื้อหาและในรูปแบบของคำฟ้อง ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้ 3 ประเด็นคือ

  1. ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง
  2. ประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลปกครอง
  3. ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี

โดยมีรายละเอียดในการพิจารณาดังนี้

  1. การพิจารณาคำฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง

ในการพิจารณาว่าคำฟ้องใด ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับคำฟ้องมีลักษณะเป็น คดีพิพาทตามมาตร 9 วรรคหนึ่งแห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาได้จากลักษณะของคู่กรณีและลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือจากลักษณะที่กฎหมายกำหนดมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยเฉพาะ

ลักษณะของคู่กรณี

โดยลักษณะของคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นั้น จะมีคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองในที่นี้มิได้หมายความเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองด้วย เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เช่นเดียวกัน มิได้หมายความเฉพาะข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นตามที่ระบุในนิยามมาตรา 3 แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

ลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

Read More