คำอธิบายเกี่ยวกับ คำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครอง

ในกรณีที่ฝ่ายปกครองได้ออกคำสั่งต่างๆ นั้น บางกรณีก็เป็นคำสั่งทางปกครองบางกรณีก็ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำสั่งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ให้คำนิยามว่า “คำสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผล กระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ และการอื่นที่กำหนดใน

กฎกระทรวง ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง (๑) การสั่งรับหรือไม่รับคำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิ ประโยชน์ (๒) การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์ (๓) การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ กล่าวคือ หากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง เช่น การออกกฎ การแจ้งข่าวสาร หรือ การแถลงการณ์ คำสั่งนั้นจะมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปมิได้กระทบต่อสิทธิของผู้รับคำสั่งเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว คำสั่งนั้นย่อมมีผลทางกฎหมายต่อผู้ที่ได้รับคำสั่งหลายประการ กล่าวคือ เมื่อผู้รับคำสั่งทางปกครองถูกกระทบสิทธิโดยผลของคำสั่งทางปกครองบุคคลนั้นก็จะต้องเข้ามาเป็นคู่กรณีตามมาตรา ๕ ๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และมีสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้

Read More

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐและแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญ

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐและแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญ

๑. ความหมายและหลักการสำคัญของการบริการงานบุคคลภาครัฐ

การบริหารงานบุคคล หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวกับการวางนโยบายการวางแผนโครงการ ระเบียบและวิธีดำเนินการหรือกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดเกี่ยวกับบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในองค์การใดองค์การหนึ่ง เพื่อให้ได้มาใช้ประโยชน์ และบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณเพียงพอ เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

การบริหารงานบุคคลภาครัฐ มีฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ๔ ฝ่าย ดังนี้

๑. ข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการ

๒. ผู้บังคับบัญชา ทำหน้าที่ในการวางแผน การจัดระบบงาน การอำนวยการหรือบัญชางาน การประสานและควบคุมงานและการจัดการเกี่ยวกับตัวข้าราชการที่อยู่ในบังคับบัญชา

๓. องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ท าหน้าที่ก าหนดหลักเกณฑ์วิธีการและมาตรฐาน ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ แนะนำชี้แจงเพื่อให้การปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นไปตามระเบียบและมาตรฐานเดียวกัน

๔. บุคลากร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษา ติดต่อประสานงาน ให้ความช่วยเหลือแนะนำ และให้บริการด้านการเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ภายใต้หลักผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการ คือ เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถ บรรลุภารกิจหรือพันธกิจของหน่วยงานที่กำหนดตามกฎหมายหรือนโยบายของหน่วยเหนือและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติสูงสุดอย่างรวดเร็วทันกับความต้องการของประชาชนโดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และภายใต้แนวคิดว่า การปฏิบัติงานขององค์การภาครัฐจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถเป็นประการสำคัญตามหลักการบริหารโดยระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งมีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ

Read More

ถมคูคลอง ก็เป็นคดี !!!!

‘คลอง’ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญขึ้น ว่ามั้ย ?
โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้คลองตามตลาดน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของชุมชนดั้งเดิม หรือที่ขุดลอกสร้างกันใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อทั้งนั้น
ถ้าลองไปเดินดู จะตลาดน้ำอัมพวาก็ดี ตลาดน้ำดอนหวายก็ดี คนเยอะเชียว ยิ่งวันหยุดนะ เดินกันพรึ่บ มากันเป็นคู่ๆ เต็มไปหมด
รุ่นอาวุโสมากหน่อย แบบว่าหนีกันไปไหนไม่ได้แล้ว ประเภทคงต้องอยู่กันไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้าง อะไรประมาณนั้น ลักษณะก็จะเป็นการเดินควงแขนกะหย่องกะแหย่ง ดูแลกันมานิดนึง … น่ารักเชียว
ส่วนที่เห็นชมตลาดเดินจูงมือกันไม่ขาด ป้อนนู่น ป้อนนี่ไปเรื่อยระหว่างเดิน ไอ้นี่น่าจะช่วงระหว่างหวานแหววยังไม่แต่ง ยังอยู่ในโปรโมชั่นดูแลเต็มที่ ว่างั้น
แต่ถ้าเห็นผู้ชายเดินจ้ำพรวดๆ นำมาก่อน ไม่รู้มันจะรีบเดินให้เสร็จๆ ไปถึงไหน แล้วก็มีผู้หญิงเดินหน้าตาเซ็งๆ สลับกับอารมณ์เสียเป็นระยะๆ หิ้วถุงใส่ข้าวของมาเต็มมือ แวะชมโน่น ดูนี่ ตามมาห่างๆ ประมาณซักสองเสาไฟฟ้าเห็นจะได้
ไอ้อย่างเนี้ย … เป็นประเภทแต่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี แล้วก็ยังไม่มีลูกด้วยชัวร์ อารมณ์แบบว่าไม่อยากมา แต่ถูกภรรยาคะยั้นคะยอแกมบังคับให้มา เลยให้หิ้วของเองซะเลย เป็นช่วงหมดโปรโมชั่นประมาณนั้น (ฮา)
แต่ถ้าประโยชน์ของคลองมิได้ใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างนั้น และไม่ได้ใช้เพื่อการสัญจรอย่างในอดีตด้วยแล้ว ก็คงต้องเหลือประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือเพื่อทำการเกษตรหรือประมง
ยิ่งเป็นเรื่องประมงด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าคลองน้ำไม่ดี มีมลพิษ ก็แย่หน่อย กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้จะพานตายกันหมด
แต่ที่หนักไปกว่าก็คือ วันดีคืนดีถ้าเกิดหน่วยงานของรัฐมีโครงการถมคลองเพื่อทำโครงการอื่นเสียเลย อย่างนี้แหละที่จะตายสนิทกัน อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนี่ไง … ความมันมีขึ้นก็เพราะว่า ชาวบ้านแถบนั้น เขาทำอาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลกัน แหล่งน้ำที่เลี้ยงก็ใช้คลองที่มีกันมานี่แหละ
ว่าแต่ว่าคลองสายนี้มันมีที่มานิดนึง เพราะก่อนเป็นคลอง มันเป็นที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเพื่อทำถนน ใช้สัญจรไปมา แล้วก็ใช้เป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ระหว่างตำบลสองตำบลไปด้วยในตัว
วิธีการก็คือว่าชาวบ้านเค้าก็ช่วยกันขุดดินจากริมๆ ที่ดินทั้งสองด้านมาถมไว้ตรงกลางเพื่อทำถนน คราวนี้ ไอ้หลุมยาวตลอดแนวที่ว่างอยู่สองด้าน เค้าก็เลยใช้ประโยชน์เป็นคลองขนาบอยู่สองข้างถนน
แต่อยู่ไปๆ คลองฝั่งหนึ่งเกิดแห้ง เหลืออยู่ฝั่งเดียวให้ชาวบ้านพอได้ใช้เลี้ยงกุ้งทำกินกัน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานดั๊นมีโครงการชลประทานน้ำเค็มซึ่งจำเป็นต้องถมคลองที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งและ ทำการประมง
เลยเดือดร้อนกันไปทั้งบางนะสิ เพราะชาวบ้านขาดแหล่งน้ำที่จะใช้เลี้ยงกุ้งซะแล้ว !!
ชาวบ้านร่วมสามสิบสี่คนก็เลยอาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพราะเรื่องนี้มันเข้าข่ายหน่วยงานกระทำละเมิดต่อชาวบ้าน จากการถมคลองที่ชาวบ้านใช้ แล้วเอาไปทำโครงการชลประทานน้ำเค็ม โดยชาวบ้านที่ฟ้องเค้าขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้หน่วยงานดำเนินการคงสภาพคลองของชาวบ้านไว้อย่างเดิม
เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เป็น “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดี ของศาลปกครอง เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ
เพราะฉะนั้น ที่ชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาเยียวยาทุกข์ให้ … จึงถูกแล้ว !!
แต่ต้องบอกไว้เป็นความรู้นิดนึงว่า การพิพากษาคดีของศาลปกครองในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญด้วยเหมือนกันนะ
เพราะหากพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการอะไรที่ไม่คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน มันก็จะผิด‘หลักการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ’ ไง
เพราะฉะนั้น หากศาลท่านพอที่จะพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขอะไรไปก่อนได้ โดยเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และไม่กระทบงบประมาณแผ่นดินของส่วนรวม ศาลปกครองท่านก็ต้องเลือกทางเส้นนั้น
อย่างเช่นคดีนี้ซึ่งศาลปกครองสูงสุดท่านได้วินิจฉัยว่า การดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานน้ำเค็ม เป็นหนึ่งในแผนงานก่อสร้างโครงการตามแผนแม่บทจัดระบบน้ำเค็มเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นการจัดระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเพื่อควบคุมมิให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ตลอดจนสามารถทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แต่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้ถมคลองเพื่อสร้างคลองส่งน้ำดีในโครงการดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงยังไม่ควรพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้เพื่อให้กลับคืนเป็นถนนในทันที
เนื่องจากการให้รื้อถอนคลองส่งน้ำดีที่พิพาทกันในคดีนี้ทันที ทั้งที่ยังสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวได้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะทั้งในแง่งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการก่อสร้างและที่จะต้องใช้ในการรื้อถอน และประโยชน์ของผู้เลี้ยงกุ้งที่ใช้ประโยชน์จากคลองส่งน้ำดีดังกล่าว ซึ่งไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำให้ที่ดินที่เป็นคลองส่งน้ำดีคืนสภาพเป็นถนน แต่สมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยก่อน ต่อเมื่อกระทรวงมหาดไทยไม่อนุมัติจึงค่อยให้รื้อถอน
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2543 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ก็ให้ดำเนินการรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้ให้มีสภาพเป็นถนนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการไม่อนุมัติของกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นอันว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ได้ช่วยหาทางออกให้แก่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีเจตนาดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ส่วนรวม สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และที่สำคัญ คือ ไม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของรัฐไปในคราวเดียวกันด้วยนั่นเอง. (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 334/2550)

Read More

ขี้หมาหน้าบ้าน ก็ฟ้องศาลได้

“เรื่องขี้หมา !” ใครว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

ขึ้นหัวเรื่องซะชวนคลื่นเหียนอาเจียนอย่างนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย หรือชวนเล่นของสกปรกกันหรอก แต่ที่ถามไปอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์ “รักษ์โลก” ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กำลังมาแรง ก็เลยจะขอถามความเห็นว่า ในทัศนะของบรรดาคุณๆ มีความเห็นว่า “ขี้หมา” พอจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มั๊ย ?
“หมา” สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับหนึ่งของเราๆ ท่านๆ ที่เดี๋ยวนี้ เพื่อความสุภาพ น่ารัก และดูใกล้ชิด ต้องเรียกว่า “น้องหมา” เนี่ย … เวลามันวิ่ง มันเล่นกับเจ้าของ ดุ๊กดิ๊กๆ ดูแล้วก็น่ารักดี น่ากอดน่าฟัดจับใจเชียว
แต่พอถึงเวลาที่น้องหมามันต้องทำธุระปลด “ทุกข์ส่วนตัว” ของมันบ้าง ไอ้ตอนนี้แหละที่มันไม่ค่อยจะน่า เล่นด้วย เพราะเจ้าของในฐานะพี่ชายหรือพี่สาวที่แสนดีของมัน ก็ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดให้ไว ไม่งั้นทั้งร่องรอย ทั้งกลิ่นทุกข์ส่วนตัวของน้องหมา มันจะกลายมาเป็นทุกข์ส่วนรวมของคนทั้งบ้านได้ในเวลาไม่ช้า
แต่ถ้าเจ้าของน้องหมาเกิดมักง่าย ฉีดล้างทำความสะอาดไม่ดี สักแต่ไถๆ มันออกไปให้พ้นบ้าน ส่วนจะไถล ไปกองอยู่หน้าบ้านใครก็ช่าง ดังสุภาษิตที่ว่า “โยนขี้ให้กับคนอื่น” อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
แล้วที่ร้ายสุดๆ ก็คือ ถ้าอีตาเจ้าของคนนี้ แกดันเป็นครูฝึกน้องหมาชั้นดี ทุกเช้าต้องปล่อยน้องหมามาปลดทุกข์ อยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านพอดิบพอดีอย่างกับสั่งได้ แล้วประทานโทษ … ถ้าบ้านที่โชคดีสุดๆ หลังนั้น บังเอิญเป็นบ้านของคุณเสียด้วย ตื่นนอนมา ต้องเจอทุกข์ส่วนตัวของน้องหมาบ้านข้างๆ ยืนรอทักสวัสดีทุกเช้า ทั้งตัวทั้งกลิ่น อยู่ครบ ไม่เจือจาง … เจออย่างนี้ทุกวัน คุณจะรู้สึกยังไง !!

Read More

ตั้งแผงค้า เกะกะ กีดขวาง ขับไล่อย่างไรดี

เคยหิวข้าวตอนดึกๆ แล้วรู้สึกดีที่บ้านเราอยู่ใกล้กับแผงลอยขายอาหารมั๊ย ?
เป็นใครก็ต้องรู้สึกดีแน่ เพราะมันสะดวกแสนสะดวกที่จะออกไปซื้อหาอาหารกิน เพื่อประทังหิวในยามวิกาล
อืม … แล้วถ้าเจ้าแผงลอยขายอาหารนั้น มันตั้งอยู่หน้าบ้านคุณเด๊ะเลยหละ รู้สึกดีมั๊ย ?
หึๆ เริ่มชักไม่แน่ใจแล้วใช่มั๊ยล่า ?
แล้วเคยสงสัยมั๊ยว่าแผงลอยขายอาหารพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นกับข้าวตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน ทำไมมันถึงไม่ไปอยู่ในตลาดให้เป็นที่เป็นทาง แต่กลับมาตั้งอยู่บนทางเท้าบ้าง ถนนบ้าง หรือหน้าบ้านคนบ้าง แถมยังขายได้ถึงดึกๆ ดื่นๆ มันมีกฎหมายอะไรรองรับให้ทำได้ แล้วใครเป็นคนอนุญาต ?
ตอบให้ก็ได้ว่า ที่แผงลอยขายอาหารสามารถค้าขายกันได้ตามถนนหนทาง หรือหน้าบ้านคน ก็เพราะมี “กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมือง” อนุญาตให้ทำได้
เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเข้ามาช่วยจัดระเบียบการค้าขาย ให้มันเป็นที่เป็นทาง เพราะถ้าขายกันในตลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม พ่อค้าแม่ขายก็ยังมีโอกาสมาตั้งแผงค้าขายกันนอกตลาดได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนนะ ไม่ใช่จะตั้งแผงผัดกับข้าวขายกันตรงไหน เวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ แล้วสถานที่ที่เจ้าหน้าที่เขาอนุญาตให้ขายนั่นหนะ จะเป็นทางเท้า หรือตรงไหนก็ตาม เขาเรียกกันว่าเป็น “จุดผ่อนผันให้ขายหรือจำหน่ายสินค้า”
แล้วที่อนุญาตให้ขายเนี่ย ชั่วคราวนะ ไม่ใช่ตลอดไป … อย่าเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ถ้าอนุญาตแล้ว ต่อมา ไม่เวิร์ค เจ้าหน้าที่เขาก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเลิกได้
เห็นมั๊ยหละว่า ที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่เป็นผู้กำหนดจุดผ่อนผันให้ขายของได้ ก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบการค้าขายนอกตลาด ทั้งให้สะดวกแก่คนซื้อ และก็เพื่อไม่ให้พ่อค้า แม่ค้า มาวางของขายกันเกะกะข้างทาง ทำให้บ้านเมืองขาดระเบียบ และสิ่งแวดล้อมต้องสกปรกไปด้วย
แต่ถ้าจุดผ่อนผันให้ตั้งแผงลอยขายอาหาร มันดันมาตั้งอยู่หน้าบ้านของคุณเด๊ะ จะรู้สึกสะดวกหรือไม่สะดวก ดีหรือไม่ดี หรือทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆ หน้าบ้านคุณหรือไม่ … ก็ลองฟังเรื่องที่เกิดเป็นคดีนี้ดูก็แล้วกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือว่าเฮียเจ้าของร้านแผงลอยขายก๋วยเตี๋ยวรายนี้ เดิมแกได้รับอนุญาตจากเทศบาลให้ขายในจุดผ่อนผันที่อยู่ริมถนน ตั้งแต่ตีห้าจนถึงสองยาม แต่ที่ได้รับอนุญาตให้ขายหนะ ให้เป็น “แผงลอย” เท่านั้นนะ
แต่ปรากฏว่าอยู่มา อยู่มา เฮียแกเริ่มทำมาค้าขายคล่อง แกก็เลยขยายอาณาจักรร้านก๋วยเตี๋ยวของแก จากแผงลอยเป็นกางเต็นท์ขาย ให้มันอลังการงานสร้างไปเลย จะได้รวย .. รวย .. และรวย
แต่แทนที่จะได้รวย กลับกลายเป็นได้เรื่องแทน เพราะเต็นท์ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขยายซะใหญ่โต มันไปทำความเดือดร้อนสุดแสนจะบรรยายให้กับเจ๊เจ้าของบ้านที่อยู่หลังร้านอาเฮียเข้า
เพราะทั้งตัวเต็นท์ที่รุกล้ำบังทางเข้าออกบ้าน เศษอาหารที่ทิ้งสกปรกทั้งวัน กลิ่นและควันของก๋วยเตี๋ยว ทุกสิ่งทุกอย่างมันสุมอยู่ตรงหน้าบ้านเจ๊ทั้งนั้น !
เจอเข้าอย่างงี้ ก๋วยต๋ง … ก๋วยเตี๋ยว ต่อให้สะดวกยังไง ก็กินไม่ลงซะแล้ว เจ๊แกเลยโวยแหลก ขอให้ย้าย แต่เฮียก็ไม่ยอม พูดอยู่อย่างเดียวว่า อั๊วได้รับอนุญาตแล้ว ก็เลยทะเลาะกันเปิง

Read More

เมื่อ “บ่อขยะ อบต.” มาเยือนถึงหน้าบ้านคุณ !

“ขยะ ” สิ่งเหลือใช้ที่ไม่ว่าใครก็รังเกียจ !
“ขยะ” น่าจะถือเป็นข้อยกเว้นเดียวของเรื่องความรักหรือความหลงได้ เพราะทั้ง รูป .. รส .. กลิ่น .. (โชคดีที่ไม่มีเสียง) .. และสัมผัส ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาทั้งสิ้น แม้แต่กองเล็กๆ กองเดียวก็ไม่เอา !
ขยะ .. ถ้าเป็นของบ้านเรา เราก็จะรีบเอามันไปทิ้งถังขยะหน้าบ้าน เรียกว่าเอาออกไปให้พ้นๆ บ้านเรา เร็วที่สุด เป็นดี … กันบ้านเหม็น
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรประมาท เพราะต้องคอยสังเกตกองถุงขยะของเพื่อนบ้านด้วยเหมือนกันว่า มันจะเอียงๆ เขยิบมาอยู่ใกล้บ้านเราหรือเปล่า จะได้ดันคืนกลับไปอยู่ในเขตบ้านเค้าให้ถูกต้อง ของอย่างนี้ .. ห้ามข้ามเขต ! เพราะถึงจะรักเพื่อนบ้านมากขนาดไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องขยะหละก็ .. ต้องระวังป้องกันกันสุดฤทธิ์ทีเดียวเชียว
แต่นั่นมันเป็นขยะจากบ้านเราเอง หรือของบ้านข้างเคียง เรายังพอดูแลไม่ให้มันสกปรกหรือส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเราได้
แต่ถ้าอยู่ๆ เกิด อบต. มาขุดบ่อขยะ แล้วเอาขยะของคนทั้งตำบลมาฝังทิ้งไว้ข้างบ้านเราหละ ! จะทำยังไง ?
เอ๊ … อย่างเงี้ยะ .. อบต. ทำได้ด้วยเหรอ ? แล้วเอาอำนาจอะไรมาทำ ? คุณคงนึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ
ขอคลายสงสัยให้เลยว่า เรื่องของ “ขยะส่วนรวม” นั้น กฎหมายท่านให้เป็นภาระของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. เป็นคนจัดเก็บ ทำลาย แทนชาวบ้านในพื้นที่
มันจะได้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชน มากกว่าให้พวกเรา แต่ละบ้านทำกันเองยังไงคุณ
อ้าว ! แล้วถ้า อบต. ทำเจ๊ง เหม็นตลบอบอวล สกปรกไปทั่ว สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม ทั้งกับตัวเราที่อยู่ใกล้บ่อขยะและต่อชุมชน พอบอกให้ช่วยแก้ไข ก็ตอบแต่ว่าทำให้แล้ว แต่จริงๆ ความเดือดร้อนก็ยังอยู่ อย่างเนี้ย … จะทำยังไงหละ ? หรือจะให้ใครสั่ง อบต. ให้ช่วยแก้ไขให้ได้บ้าง ?
คุณอาจจะยังคาใจกับปัญหาเหล่านี้อยู่ใช่มั๊ย …
อย่าคาใจให้มันรำคาญไปเลย เพราะเรื่องอย่างนี้ มันเป็นลักษณะ “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ที่ อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กระทำการเข้าข่ายละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ดูแลเรื่องการกำจัดขยะให้ถูกต้อง แล้วทำให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวพวกเรา
จะบอกให้ว่า คดีประเภทนี้ คุณไม่ต้องเร่ไปฟ้องที่ศาลไหนให้ผิดศาล เสียเวลา และเสียเงินหรอก เพราะศาล ที่มีอำนาจที่จะพิพากษาแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนจำพวกนี้ให้แก่คุณได้ ก็คือ “ศาลปกครอง”
ต้องฟ้องที่ “ศาลปกครอง” ที่เดียวเท่านั้นคุณ !
จริงเหรอ … แล้วเคยมีคนอื่นเค้าฟ้องศาลปกครอง เรื่องประมาณๆ นี้มาก่อนมั๊ย ? ถ้ามี เล่าให้ฟังหน่อยสิ เผื่อจะได้จำไว้เป็นตัวอย่างบ้าง … คุณคงอยากถามต่ออย่างนี้ใช่มั๊ย ?
มีสิคุณ จะเล่าให้ฟังเป็นความรู้ไว้นะ เรื่องมันเคยมีอยู่ว่า ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี แกมีที่ดินสวยๆ สามแปลงตั้งอยู่ติดถนนทั้งสองฝั่งเลย วันดีคืนดี อบต. ก็มาซื้อที่ดินข้างที่ดินของแก เพื่อเอาไปทำ บ่อฝังกลบขยะ แล้วเนื้อที่ไม่ใช่น้อยๆ นะคุณ ตั้งสิบเอ็ดไร่แหนะ … งานเข้าแล้วไง พ่อคนนี้ !
ไม่เป็นไร … ถ้า อบต. ทำดีตามอำนาจหน้าที่ และไม่ทำให้แกเดือดร้อน ก็ดีไป เพราะมันเป็นการช่วยสังคม
แต่เรื่องมันกลับไม่เป็นไปอย่างนั้นหนะสิ ชาวบ้านแกฟ้องว่า ขยะที่ อบต. เอามาทิ้งไว้ทุกวันๆ ในบ่อขยะ ที่ยังฝังกลบปิดปากบ่อไม่ได้นี่แหละ ทำแกแสบสุดๆ
เพราะระหว่างที่ยังทิ้งขยะไม่เต็ม อบต. ก็ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ อย่างนั้น ไม่ได้ทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากเจ้าขยะที่ยังกองอยู่ในบ่อ รอวันฝังกลบพวกนั้นเลย ไหนจะยังมีที่กองกลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นดิน เพราะยังไม่ได้ขุดบ่อไว้ให้อีกต่างหาก
ได้เรื่องสิทีนี้ … ทั้งกลิ่นเหม็น หนอน หนู แมลงวัน แมลงสาบ สารพัดสัตว์ทั้งหลายที่พอจะเป็นพาหะ ของเชื้อโรคได้ มันก็เฮโลย้ายกันเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ของมันกันให้ครึกครื้นนะสิ
แล้วอีตอนยังแห้งๆ เนี่ย ก็ว่าร้ายพอทำเนาอยู่แล้ว แต่พอตอนฝนตกหละคุณเอ๊ย ! ทั้งกลิ่นที่เหม็นเพิ่ม น้ำเน่าเสีย ที่ไหลเอ่อ เศษขยะที่ลอยปลิว เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันระดมกันทั้งฟุ้ง ทั้งไหล ทั้งลอยกันเข้ามาในที่ดินสวยๆ ทั้งสามแปลงของชาวบ้านคนนี้กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
แถมกลิ่นเหม็นก็ยังมีรัศมีทำการฟุ้งกระจายไปเป็นกิโลๆ ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ เขาพลอยได้อานิสงส์สูดดมไปด้วย เจออย่างนี้ ใครจะไปทนไหวหละคุณ ชาวบ้านรายนี้แกก็เลยไปขอให้ อบต. ช่วย แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอะไร
โชคยังดีที่แกเหมือนรู้ว่า ถ้า อบต. ทำเฉยอย่างนี้ น่าจะเข้าข่ายเป็นคดีหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ ทำให้ทั้งที่ดินและสิ่งแวดล้อมรอบตัวแกเสียไปหมด แกเลยมาฟ้อง ขอให้ศาลปกครองพิพากษาสั่งให้ อบต. ระงับ การทิ้งขยะที่บ่อขยะของ อบต.
ขอบอกไว้นิดนึงนะคุณว่า คดีฟ้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเนี้ย … ฟ้องฟรีนะคุณ ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ไม่ต้องเสียค่าจ้างทนายความ ฟ้องเองได้เลย … สะดวก แถมยังประหยัดอีกต่างหาก
เอ้า.. เข้าเรื่องคดีกันต่อ คดีนี้สู้กันอยู่อึดใจนึง จนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็ได้วินิจฉัยว่า อบต. มีภาระหน้าที่ ในการเก็บและกำจัดขยะตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อ อบต. ใช้ที่ดินของตนเป็นที่ทิ้งขยะ ซึ่งติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดย อบต. ใช้วิธีการกำจัดขยะแบบขุดบ่อแล้วกลบฝังเมื่อบ่อเต็ม แต่ปรากฏว่าระหว่างที่บ่อขยะยังไม่เต็ม อบต. ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้มีขยะบางส่วนทิ้งอยู่บนบริเวณบ่อขยะ ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น และมีน้ำขังปะปนอยู่กับขยะ น่าจะเป็นที่เพาะพันธุ์พาหะนำโรค
อีกทั้งการสร้างระบบป้องกันน้ำจากบ่อขยะที่ไหลออกนอกบ่อ ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ อันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน จึงเห็นได้ว่า อบต. ปล่อยปละละเลยให้มีขยะมูลฝอยในที่ดิน ของตน ไม่กำจัดขยะมูลฝอย รวมทั้งไม่คุ้มครอง ดูแล บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตรับผิดชอบของตน จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้ อบต. ดำเนินการกำจัดขยะที่อยู่บริเวณบ่อขยะพิพาทให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และห้ามนำขยะไปทิ้งที่บ่อขยะดังกล่าวอีกต่อไป จนกว่า อบต. จะกำจัดขยะที่มีอยู่เดิมให้เรียบร้อย และกำหนดวิธีการกำจัดขยะที่ถูกหลักสุขาภิบาล
เห็นมั๊ยหละว่า … เมื่อคุณได้รับความเดือดร้อนจากการที่หน่วยงานของรัฐละเลย ไม่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคุณ หากคุณนึกถึงศาลปกครอง ศาลปกครองก็มีอำนาจที่จะพิพากษาสั่งให้หน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อคืนสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กลับสู่ชีวิตของคุณได้ อย่างเช่นผู้ฟ้องคดีนี้ที่ไม่ต้องทนดมกลิ่นขยะอีกต่อไป… เพราะฉะนั้น นึกถึงสิ่งแวดล้อมดีๆ อย่าลืมนึกถึงศาลปกครองนะคุณ .
(คดีหมายเลขแดงที่ อ. 558/2551)

Read More