คำอธิบายเกี่ยวกับ คำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครอง

ในกรณีที่ฝ่ายปกครองได้ออกคำสั่งต่างๆ นั้น บางกรณีก็เป็นคำสั่งทางปกครองบางกรณีก็ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำสั่งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ให้คำนิยามว่า “คำสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผล กระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ และการอื่นที่กำหนดใน

กฎกระทรวง ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง (๑) การสั่งรับหรือไม่รับคำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิ ประโยชน์ (๒) การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์ (๓) การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ กล่าวคือ หากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง เช่น การออกกฎ การแจ้งข่าวสาร หรือ การแถลงการณ์ คำสั่งนั้นจะมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปมิได้กระทบต่อสิทธิของผู้รับคำสั่งเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว คำสั่งนั้นย่อมมีผลทางกฎหมายต่อผู้ที่ได้รับคำสั่งหลายประการ กล่าวคือ เมื่อผู้รับคำสั่งทางปกครองถูกกระทบสิทธิโดยผลของคำสั่งทางปกครองบุคคลนั้นก็จะต้องเข้ามาเป็นคู่กรณีตามมาตรา ๕ ๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และมีสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้

Read More

เวนคืน : ฟ้องขอให้มีการจัดซื้อที่ดินและอาคารส่วนที่เหลือจากการเวนคืน

เรื่อง เวนคืน : ฟ้องขอให้มีการจัดซื้อที่ดินและอาคารส่วนที่เหลือจากการเวนคืน (พ.ร.บ. ว่าด้วย
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่
มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา ๒๑ และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง)

ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย

Read More

ข้อมูลข่าวสารของราชการ/วิธีพิจารณาคดีปกครอง : การฟ้องคณะอนุกรรมการ พิจารณา

เรื่อง ข้อมูลข่าวสารของราชการ/วิธีพิจารณาคดีปกครอง : การฟ้องคณะอนุกรรมการ
พิจารณาและให้ความเห็นเรื่องร้องเรียนเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (คำฟ้องเพิ่มเติม)
ในคดีฟ้องขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้องตามคำขอและให้แจ้งผลการพิจารณา
เรื่องร้องเรียน (พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘ (๔)
มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๔, พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๔๒
วรรคหนึ่ง และระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๕๑)

ไม่เป็นผู้เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
คำฟ้องเพิ่มเติมไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

Read More

ข้าราชการประจําเป็นผู้ดําเนินการสถานพยาบาลได้หรือไม่ ?

การจัดทําบริการสาธารณะด้านการสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล รัฐอาจเป็น ผู้ดําเนินการเองหรือให้เอกชนเป็นผู้ดําเนินการก็ได้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่เอกชนเป็นผู้ประกอบกิจการ สถานพยาบาลแล้วย่อมต้องดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน หรือเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติ สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กําหนดไว้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดดําเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากปลัดกระทรวง สาธารณสุขหรือผู้ที่ไดร้ับมอบหมาย และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังได้กําหนดเงื่อนไขไว้ว่า ในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาล ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้อง (1) เป็นผู้ประกอบ โรคศิลปะ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฯลฯ (2) ไม่เป็นผู้ดําเนินการอยู่ก่อนแล้วสองแห่ง แต่ในกรณีเป็น ผู้ดําเนินการประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนอยู่แล้วแห่งหนึ่ง จะอนุญาตให้เป็นผู้ดําเนินการประเภทที่รับ ผู้ป่วยไว้ค้างคืนอีกแห่งหนึ่งไม่ได้ (3) เป็นผู้ที่สามารถควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขใน (1) และ (2) เป็นการกําหนดเงื่อนไขเกี่ยวกบั คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาลท่ีเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่อย่างแน่ชัด และตรวจสอบได้จากเอกสารของทางราชการ แต่สําหรับการเป็นผู้ที่สามารถควบคุมดูแลกิจการ สถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิดตาม (3) นั้น เนื่องจากไม่มีการให้คํานิยามหรือหลักเกณฑ์การพิจารณาไว้ เป็นการเฉพาะ  ดังนั้น ผู้มีอํานาจออกใบอนุญาตจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติดังกล่าวจากข้อเท็จจริงหรือ พฤติการณ์ของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นกรณีๆ ไป ดังเช่นคดีปกครองตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 511-512/2556 ที่ได้วินิจฉัย ในเรื่องดังกล่าวไว้ ข้อเท็จจริงมีว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ให้เป็นผู้ดําเนินการสถานพยาบาลในโรงพยาบาล ก. มาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 ได้มีการตรวจสอบพบว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการประจําที่กรมแพทย์ทหารบกทําให้ ไม่สามารถควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิด จึงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ดําเนินการ สถานพยาบาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้อํานวยการสํานักมาตรฐานสถานพยาบาล) จึงมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดี และผู้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลเปลี่ยนผู้ดําเนินการโรงพยาบาลเป็นบุคคลอื่นภายใน 30 วัน ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวสองครั้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข) ได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ท้ังสองครั้ง  ต่อมา วันที่ 6 พฤศจิกายน 2545 ผู้ฟ้องคดีได้ทําการยื่นคําขอ ต่ออายุใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาล และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคําสั่งไม่อนุญาต หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดี อุทธรณ์คําสั่งไม่อนุญาตให้ต่อใบอนุญาตดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยกอุทธรณ์เช่นเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า แม้จะเป็นข้าราชการประจํา แต่ผู้ฟ้องคดีก็มีความสามารถควบคุมดูแล กิจการโรงพยาบาลได้โดยใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่และมีบ้านพักใกล้กับ โรงพยาบาล และในหนึ่งสัปดาห์ผู้ฟ้องคดีใช้เวลาควบคุมดูแลโรงพยาบาล ก. สัปดาห์ละ 128 ชั่วโมง จากเวลา ทําการทั้งหมด 168 ชั่วโมง  อีกทั้งโรงพยาบาลไม่เคยประสบปัญหาการประกอบวิชาชีพไม่ได้มาตรฐาน และมีผู้ป่วยรับบริการเพิ่มขึ้นทุกปี  ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการและต้องปฏิบัติหน้าที่นอกเวลา ราชการจึงไม่เป็นอุปสรรคในการควบคุมดูแลโรงพยาบาลแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงนําคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําสั่งให้เปลี่ยน ผู้ดําเนินการสถานพยาบาล และคําสั่งไม่อนุญาตให้ต่อใบอนุญาตดําเนินการสถานพยาบาล การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการประจําถือว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลกิจการ สถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิดตามมาตรา 25 (3)  แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 หรือไม่ ?  ศาลปกครองสูงสุด (ที่ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็น ข้าราชการประจําที่ต้องปฏิบัติราชการในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 15.30 นาฬิกา  ดังนั้น ในระหว่างเวลาราชการซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่นั้น ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่สามารถควบคุมดูแล การดําเนินกิจการของโรงพยาบาลได้ และในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่มีผู้ป่วยมารับบริการจํานวน มากกว่านอกเวลาราชการ หากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือมคีวามจําเป็นที่จะต้องให้ผดู้ําเนินการสถานพยาบาลแกไ้ข ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ดําเนินการสถานพยาบาลได้อย่างทันท่วงที และแม้ว่ามาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 จะบัญญัติให้มีผู้ดาํเนินการแทนได้ก็ตาม แต่เป็นการให้ดําเนินการแทนได้ชั่วคราวไม่เกินเก้าสิบวันเท่านั้น  ดังนั้น กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ที่สามารถควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิด อันเป็นเงื่อนไขสําคัญที่จะได้รับใบอนุญาต ให้เป็นผู้ดําเนินการสถานพยาบาลตามมาตรา 25 (3) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน และการเป็น ผู้ที่สามารถควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิดดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขสําคัญในการได้รับ ใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาลที่ผู้รับอนุญาตและผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติ ดังกล่าวตลอดอายุใบอนุญาต เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลกิจการของโรงพยาบาลได้โดยใกล้ชิด เนื่องจาก มีหน้าที่ปฏิบัติราชการประจําในเวลาราชการ และยังคงมีหน้าที่ดังกล่าวต่อเนื่องมาจนกระทั่งยื่นขอต่ออายุ ใบอนุญาต ผู้ฟ้องคดีจึงยังคงเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิด และไม่อยู่ใน เงื่อนไขที่จะออกใบอนุญาตให้ดําเนนิการสถานพยาบาลได้ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541  ประกอบกับการที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ปฏิบัติราชการประจําย่อมมีผลทําให้ไม่อาจปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลในเวลาราชการไม่น้อยกว่าสี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามที่ข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง ว่าด้วยการดําเนินการสถานพยาบาล พ.ศ. 2545 กําหนดไว้ได้  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคําสั่งไม่อนุญาต ให้ต่ออายใุบอนุญาตการเป็นผู้ดําเนินการสถานพยาบาลแก่ผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้นอกจากจะทําให้ทราบว่า ข้าราชการประจําไม่อาจเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ ดําเนินการสถานพยาบาลของเอกชนตามพระราชบัญญตัิสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้แล้ว ยังเป็นบรรทัดฐาน การปฏิบัติราชการที่ดีสําหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตดําเนินการ สถานพยาบาลหรือขอต่ออายุใบอนุญาตการเป็นผู้ดําเนินการสถานพยาบาลในเร่ือง “การเป็นผู้ที่สามารถ ควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลได้โดยใกล้ชิด” ว่าทั้งผู้ขอรับใบอนุญาตและผู้ขอต่อใบอนุญาตจะต้อง เป็นผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยจะต้องเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ดําเนินการ สถานพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือมีความจําเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาทําการปกติที่มีผู้รับบริการจํานวนมาก และนอกจากนี้ การเป็นผู้ที่สามารถ ควบคุมดูแลกิจการสถานพยาบาลไดอ้ย่างใกล้ชิดนั้นจะต้องมีอยู่ตลอดอายุใบอนุญาตด้วย

Read More

ตัวอย่างการยื่นฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลาง

การยื่นฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลางนั้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นอื่น แต่มีข้อควรสังเกตเพิ่มเติมบางประการ ดังนี้

1. ผู้ฟ้องคดีจะมายื่นคำฟ้องด้วยตนเองที่ศาลปกครองกลางหรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ โดยในกรณีที่ยื่นฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้จ่าหน้าซองดังนี้

2. ในการเขียนคำฟ้องนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มไว้ แต่ผู้ฟ้องคดีต้องใช้ถ้อย คำที่สุภาพ และต้องระบุรายละเอียดหรือรายการต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีชื่อหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องคดี การกระทำหรือพฤติการณ์ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่นำมาฟ้อง คำขอของผู้ฟ้องคดีและลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีต้องจัดทำสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐาน (เช่น คำสั่งที่ทำให้ผู้ฟ้องคดี เดือดร้อนเสียหาย) ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับรองสำเนาถูกต้องตามจำนวนของผู้ถูกฟ้องคดี ยื่นมาพร้อมกับ คำฟ้องด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดี สำนักงานศาลปกครองกลางได้จัดทำตัวอย่าง คำฟ้อง (ค.1) ไว้ให้แล้ว

3. การฟ้องคดีปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดีสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทนายความ แต่หากผู้ฟ้องคดีไม่สะดวกที่จะดำเนินการใดๆด้วยตนเองก็อาจมอบอำนาจให้ทนายความหรือบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีปกครองแทนตนตั้งแต่ต้นจนเสร็จคดีก็ได้ กรณีเช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีจะต้องทำ ใบมอบอำนาจพร้อมทั้งติดอากรแสตมป์ราคา 30 บาท ให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องใช้ใบแต่งทนายเหมือนในคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั่วไป โดยผู้ฟ้องคดีอาจใช้ตัวอย่างใบมอบอำนาจที่ ศาลปกครองกลางได้จัดทำขึ้นก็ได้

4. ในบางกรณี ผู้ฟ้องคดีอาจไม่ประสงค์จะมอบอำนาจให้ทนายความหรือบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีปกครองแทนตนทั้งหมดดังเช่นกรณีตามข้อ3. แต่ต้องการเพียงให้ผู้อื่นมายื่นฟ้องแทนหรือยื่นเอกสารหรือ พยานหลักฐานแทนเป็นครั้งคราวเท่านั้น กรณีเช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีก็อาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นกระทำแทนตนเป็นคราวๆ ก็ได้โดยในแต่ละคราวผู้ฟ้องคดีจะต้องทำใบมอบฉันทะ พร้อมทั้งติดอากรแสตมป์ราคา 10 บาท ให้เรียบร้อย ซึ่งกรณีนี้ศาลปกครองกลางได้จัดทำ ตัวอย่างใบมอบฉันทะ ไว้ด้วยแล้วเช่นกัน

Read More