สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง

เรื่อง สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง มีลักษณะขุ่น
สีคล้ํา เน่าส่งกลิ่นเหม็น เป็นแหล่งเพาะยุงและพาหะเชื้อโรคต่างๆ (ประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๘ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๑๓๐๔ (๒),
พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐ (๔), พ.ร.บ. กําหนดแผน
และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ (๒) (๑๘)
และ (๒๗), พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕, พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓), พ.ร.บ
เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐)

Read More

ถมคูคลอง ก็เป็นคดี !!!!

‘คลอง’ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญขึ้น ว่ามั้ย ?
โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้คลองตามตลาดน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของชุมชนดั้งเดิม หรือที่ขุดลอกสร้างกันใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อทั้งนั้น
ถ้าลองไปเดินดู จะตลาดน้ำอัมพวาก็ดี ตลาดน้ำดอนหวายก็ดี คนเยอะเชียว ยิ่งวันหยุดนะ เดินกันพรึ่บ มากันเป็นคู่ๆ เต็มไปหมด
รุ่นอาวุโสมากหน่อย แบบว่าหนีกันไปไหนไม่ได้แล้ว ประเภทคงต้องอยู่กันไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้าง อะไรประมาณนั้น ลักษณะก็จะเป็นการเดินควงแขนกะหย่องกะแหย่ง ดูแลกันมานิดนึง … น่ารักเชียว
ส่วนที่เห็นชมตลาดเดินจูงมือกันไม่ขาด ป้อนนู่น ป้อนนี่ไปเรื่อยระหว่างเดิน ไอ้นี่น่าจะช่วงระหว่างหวานแหววยังไม่แต่ง ยังอยู่ในโปรโมชั่นดูแลเต็มที่ ว่างั้น
แต่ถ้าเห็นผู้ชายเดินจ้ำพรวดๆ นำมาก่อน ไม่รู้มันจะรีบเดินให้เสร็จๆ ไปถึงไหน แล้วก็มีผู้หญิงเดินหน้าตาเซ็งๆ สลับกับอารมณ์เสียเป็นระยะๆ หิ้วถุงใส่ข้าวของมาเต็มมือ แวะชมโน่น ดูนี่ ตามมาห่างๆ ประมาณซักสองเสาไฟฟ้าเห็นจะได้
ไอ้อย่างเนี้ย … เป็นประเภทแต่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี แล้วก็ยังไม่มีลูกด้วยชัวร์ อารมณ์แบบว่าไม่อยากมา แต่ถูกภรรยาคะยั้นคะยอแกมบังคับให้มา เลยให้หิ้วของเองซะเลย เป็นช่วงหมดโปรโมชั่นประมาณนั้น (ฮา)
แต่ถ้าประโยชน์ของคลองมิได้ใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างนั้น และไม่ได้ใช้เพื่อการสัญจรอย่างในอดีตด้วยแล้ว ก็คงต้องเหลือประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือเพื่อทำการเกษตรหรือประมง
ยิ่งเป็นเรื่องประมงด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าคลองน้ำไม่ดี มีมลพิษ ก็แย่หน่อย กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้จะพานตายกันหมด
แต่ที่หนักไปกว่าก็คือ วันดีคืนดีถ้าเกิดหน่วยงานของรัฐมีโครงการถมคลองเพื่อทำโครงการอื่นเสียเลย อย่างนี้แหละที่จะตายสนิทกัน อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนี่ไง … ความมันมีขึ้นก็เพราะว่า ชาวบ้านแถบนั้น เขาทำอาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลกัน แหล่งน้ำที่เลี้ยงก็ใช้คลองที่มีกันมานี่แหละ
ว่าแต่ว่าคลองสายนี้มันมีที่มานิดนึง เพราะก่อนเป็นคลอง มันเป็นที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเพื่อทำถนน ใช้สัญจรไปมา แล้วก็ใช้เป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ระหว่างตำบลสองตำบลไปด้วยในตัว
วิธีการก็คือว่าชาวบ้านเค้าก็ช่วยกันขุดดินจากริมๆ ที่ดินทั้งสองด้านมาถมไว้ตรงกลางเพื่อทำถนน คราวนี้ ไอ้หลุมยาวตลอดแนวที่ว่างอยู่สองด้าน เค้าก็เลยใช้ประโยชน์เป็นคลองขนาบอยู่สองข้างถนน
แต่อยู่ไปๆ คลองฝั่งหนึ่งเกิดแห้ง เหลืออยู่ฝั่งเดียวให้ชาวบ้านพอได้ใช้เลี้ยงกุ้งทำกินกัน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานดั๊นมีโครงการชลประทานน้ำเค็มซึ่งจำเป็นต้องถมคลองที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งและ ทำการประมง
เลยเดือดร้อนกันไปทั้งบางนะสิ เพราะชาวบ้านขาดแหล่งน้ำที่จะใช้เลี้ยงกุ้งซะแล้ว !!
ชาวบ้านร่วมสามสิบสี่คนก็เลยอาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพราะเรื่องนี้มันเข้าข่ายหน่วยงานกระทำละเมิดต่อชาวบ้าน จากการถมคลองที่ชาวบ้านใช้ แล้วเอาไปทำโครงการชลประทานน้ำเค็ม โดยชาวบ้านที่ฟ้องเค้าขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้หน่วยงานดำเนินการคงสภาพคลองของชาวบ้านไว้อย่างเดิม
เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เป็น “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดี ของศาลปกครอง เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ
เพราะฉะนั้น ที่ชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาเยียวยาทุกข์ให้ … จึงถูกแล้ว !!
แต่ต้องบอกไว้เป็นความรู้นิดนึงว่า การพิพากษาคดีของศาลปกครองในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญด้วยเหมือนกันนะ
เพราะหากพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการอะไรที่ไม่คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน มันก็จะผิด‘หลักการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ’ ไง
เพราะฉะนั้น หากศาลท่านพอที่จะพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขอะไรไปก่อนได้ โดยเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และไม่กระทบงบประมาณแผ่นดินของส่วนรวม ศาลปกครองท่านก็ต้องเลือกทางเส้นนั้น
อย่างเช่นคดีนี้ซึ่งศาลปกครองสูงสุดท่านได้วินิจฉัยว่า การดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานน้ำเค็ม เป็นหนึ่งในแผนงานก่อสร้างโครงการตามแผนแม่บทจัดระบบน้ำเค็มเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นการจัดระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเพื่อควบคุมมิให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ตลอดจนสามารถทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แต่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้ถมคลองเพื่อสร้างคลองส่งน้ำดีในโครงการดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงยังไม่ควรพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้เพื่อให้กลับคืนเป็นถนนในทันที
เนื่องจากการให้รื้อถอนคลองส่งน้ำดีที่พิพาทกันในคดีนี้ทันที ทั้งที่ยังสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวได้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะทั้งในแง่งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการก่อสร้างและที่จะต้องใช้ในการรื้อถอน และประโยชน์ของผู้เลี้ยงกุ้งที่ใช้ประโยชน์จากคลองส่งน้ำดีดังกล่าว ซึ่งไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำให้ที่ดินที่เป็นคลองส่งน้ำดีคืนสภาพเป็นถนน แต่สมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยก่อน ต่อเมื่อกระทรวงมหาดไทยไม่อนุมัติจึงค่อยให้รื้อถอน
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2543 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ก็ให้ดำเนินการรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้ให้มีสภาพเป็นถนนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการไม่อนุมัติของกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นอันว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ได้ช่วยหาทางออกให้แก่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีเจตนาดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ส่วนรวม สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และที่สำคัญ คือ ไม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของรัฐไปในคราวเดียวกันด้วยนั่นเอง. (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 334/2550)

Read More

ขี้หมาหน้าบ้าน ก็ฟ้องศาลได้

“เรื่องขี้หมา !” ใครว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

ขึ้นหัวเรื่องซะชวนคลื่นเหียนอาเจียนอย่างนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย หรือชวนเล่นของสกปรกกันหรอก แต่ที่ถามไปอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์ “รักษ์โลก” ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กำลังมาแรง ก็เลยจะขอถามความเห็นว่า ในทัศนะของบรรดาคุณๆ มีความเห็นว่า “ขี้หมา” พอจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มั๊ย ?
“หมา” สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับหนึ่งของเราๆ ท่านๆ ที่เดี๋ยวนี้ เพื่อความสุภาพ น่ารัก และดูใกล้ชิด ต้องเรียกว่า “น้องหมา” เนี่ย … เวลามันวิ่ง มันเล่นกับเจ้าของ ดุ๊กดิ๊กๆ ดูแล้วก็น่ารักดี น่ากอดน่าฟัดจับใจเชียว
แต่พอถึงเวลาที่น้องหมามันต้องทำธุระปลด “ทุกข์ส่วนตัว” ของมันบ้าง ไอ้ตอนนี้แหละที่มันไม่ค่อยจะน่า เล่นด้วย เพราะเจ้าของในฐานะพี่ชายหรือพี่สาวที่แสนดีของมัน ก็ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดให้ไว ไม่งั้นทั้งร่องรอย ทั้งกลิ่นทุกข์ส่วนตัวของน้องหมา มันจะกลายมาเป็นทุกข์ส่วนรวมของคนทั้งบ้านได้ในเวลาไม่ช้า
แต่ถ้าเจ้าของน้องหมาเกิดมักง่าย ฉีดล้างทำความสะอาดไม่ดี สักแต่ไถๆ มันออกไปให้พ้นบ้าน ส่วนจะไถล ไปกองอยู่หน้าบ้านใครก็ช่าง ดังสุภาษิตที่ว่า “โยนขี้ให้กับคนอื่น” อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
แล้วที่ร้ายสุดๆ ก็คือ ถ้าอีตาเจ้าของคนนี้ แกดันเป็นครูฝึกน้องหมาชั้นดี ทุกเช้าต้องปล่อยน้องหมามาปลดทุกข์ อยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านพอดิบพอดีอย่างกับสั่งได้ แล้วประทานโทษ … ถ้าบ้านที่โชคดีสุดๆ หลังนั้น บังเอิญเป็นบ้านของคุณเสียด้วย ตื่นนอนมา ต้องเจอทุกข์ส่วนตัวของน้องหมาบ้านข้างๆ ยืนรอทักสวัสดีทุกเช้า ทั้งตัวทั้งกลิ่น อยู่ครบ ไม่เจือจาง … เจออย่างนี้ทุกวัน คุณจะรู้สึกยังไง !!

Read More