ขี้หมาหน้าบ้าน ก็ฟ้องศาลได้

“เรื่องขี้หมา !” ใครว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

ขึ้นหัวเรื่องซะชวนคลื่นเหียนอาเจียนอย่างนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย หรือชวนเล่นของสกปรกกันหรอก แต่ที่ถามไปอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์ “รักษ์โลก” ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กำลังมาแรง ก็เลยจะขอถามความเห็นว่า ในทัศนะของบรรดาคุณๆ มีความเห็นว่า “ขี้หมา” พอจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มั๊ย ?
“หมา” สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับหนึ่งของเราๆ ท่านๆ ที่เดี๋ยวนี้ เพื่อความสุภาพ น่ารัก และดูใกล้ชิด ต้องเรียกว่า “น้องหมา” เนี่ย … เวลามันวิ่ง มันเล่นกับเจ้าของ ดุ๊กดิ๊กๆ ดูแล้วก็น่ารักดี น่ากอดน่าฟัดจับใจเชียว
แต่พอถึงเวลาที่น้องหมามันต้องทำธุระปลด “ทุกข์ส่วนตัว” ของมันบ้าง ไอ้ตอนนี้แหละที่มันไม่ค่อยจะน่า เล่นด้วย เพราะเจ้าของในฐานะพี่ชายหรือพี่สาวที่แสนดีของมัน ก็ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดให้ไว ไม่งั้นทั้งร่องรอย ทั้งกลิ่นทุกข์ส่วนตัวของน้องหมา มันจะกลายมาเป็นทุกข์ส่วนรวมของคนทั้งบ้านได้ในเวลาไม่ช้า
แต่ถ้าเจ้าของน้องหมาเกิดมักง่าย ฉีดล้างทำความสะอาดไม่ดี สักแต่ไถๆ มันออกไปให้พ้นบ้าน ส่วนจะไถล ไปกองอยู่หน้าบ้านใครก็ช่าง ดังสุภาษิตที่ว่า “โยนขี้ให้กับคนอื่น” อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
แล้วที่ร้ายสุดๆ ก็คือ ถ้าอีตาเจ้าของคนนี้ แกดันเป็นครูฝึกน้องหมาชั้นดี ทุกเช้าต้องปล่อยน้องหมามาปลดทุกข์ อยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านพอดิบพอดีอย่างกับสั่งได้ แล้วประทานโทษ … ถ้าบ้านที่โชคดีสุดๆ หลังนั้น บังเอิญเป็นบ้านของคุณเสียด้วย ตื่นนอนมา ต้องเจอทุกข์ส่วนตัวของน้องหมาบ้านข้างๆ ยืนรอทักสวัสดีทุกเช้า ทั้งตัวทั้งกลิ่น อยู่ครบ ไม่เจือจาง … เจออย่างนี้ทุกวัน คุณจะรู้สึกยังไง !!

Read More

หลวงไม่อนุญาตให้ดูดทราย ยื่นฟ้องได้ที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ศาลปกครอง

“แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ในศาลปกครอง … เปิดแล้วจ้า !!!
ป่าวประกาศดังๆ จัดกันไปเต็มๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้ว่า ถ้ามีปัญหาหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วละก้อ
สามารถมาฟ้องคดีที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ของศาลปกครองที่เพิ่งเปิดทำการทั่วทั้งประเทศกันได้นะพี่น้อง
แล้วฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ที่เปิดใหม่เนี่ย … ฟ้องดี ฟ้องง่ายอย่าบอกใครเชียว เพราะว่าเขียนคำฟ้องไม่เป็น มึนๆ งงๆ เริ่มต้นไม่ถูก ก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำ
พยานหลักฐานแนบท้ายคำฟ้อง แนบมาครบไม่ครบ ก็มีท่านตุลาการช่วยพิจารณาตรวจสอบให้ในเบื้องต้น เพื่อจะได้สั่งการให้แก้ไขกันให้ถูกต้อง จะได้เริ่มดำเนินคดีและพิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและยุติธรรม !!!
เรียกได้ว่าศาลปกครองท่านปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม โดยการตั้ง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้น ก็เพื่อเป็นที่พึ่งในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ลองมาฟังตัวอย่างคดีปกครองสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ประชาชน และผลจากคำพิพากษาของศาลปกครองในคดีนี้ดูว่า … ศาลปกครองเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างไร
ความที่จะเล่าต่อไปนี้ มีเนื้อความตามท้องเรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดพังงาปักษ์ใต้บ้านเรา
ต้นสายปลายเหตุก็คือว่า คุณพี่ท่านหนึ่งแกทำมาหากินเกี่ยวกับการดูดทรายในเขตพื้นที่ อบต. มาหลายปีดีดัก
คราวนี้พอใกล้จะครบขวบปี ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตประจำปี พี่แกก็เตรียมหลักฐานไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเรียบร้อย จังหวัดก็เลยส่งเรื่องต่อไปให้ อบต. พิจารณา
แต่ อบต. พิจารณาแล้ว กลับมีมติไม่เห็นชอบให้ต่อใบอนุญาตให้แก่คุณพี่ซะงั้น !! เหตุที่อ้างก็คือว่าการดูดทรายของบริษัทคุณพี่ทำให้ตลิ่งริมคลองพัง ถนนหนทางเสียหาย
อบต. เลยส่งเรื่องกลับมาให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” เสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา
มีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตตามขั้นตอน
แต่คณะอนุกรรมการเห็นมติของ อบต. แล้ว ก็อยากจะขอดูให้เห็นกะตาว่า การดูดทรายของบริษัทคุณพี่จะทำให้ตลิ่ง ถนน พังจริงหรือไม่ เลยพากันออกเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่
พอเห็นพื้นที่จริงแล้ว หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่เสร็จเรียบร้อย คณะอนุกรรมการจึงได้ทำรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า การพังทลายของดินไหล่ถนนริมตลิ่งคลอง เกิดจากฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลไปกัดเซาะ
ไหล่ทาง เพราะว่าถนนไม่มีรางระบายน้ำและท่อลอดใต้ถนน
และจุดเกิดเหตุดังกล่าว ห่างจากบริเวณที่คุณพี่แกดูดทรายประมาณหนึ่งกิโล
ส่วนวิธีแก้ไขมิให้ตลิ่งพังจากการกัดเซาะ คณะอนุกรรมการก็เสนอมาพร้อมเสร็จสรรพว่า อาจทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง กับให้ขุดลอกร่องน้ำ หรือดูดทราย หรือวิธีการอื่นใด เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล
หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการก็ได้มีมติไม่ควรต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่คนนี้ แล้วเสนอผู้ว่าพิจารณา
ผู้ว่าท่านก็รับลูกต่อทันที โดยมีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่ และมีคำสั่งให้คุณพี่แกหยุดประกอบการดูดทรายด้วย
ณ บัด now !!
ชิชะๆ ก็ต่อใบอนุญาตกันมาซื่อๆ ทุกปี … อยู่ดีๆ ปีนี้ ดันมาอ้างว่าบริษัทของกระผมดูดทราย แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย แล้วไม่ต่อใบอนุญาตกันดื้อๆ … อย่างนี้มันต้องฟ้องครับปี้น้อง !!!!!
พี่แกก็เลยมาฟ้องคดีที่ศาลปกครอง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้ และขอให้ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายจากการที่พี่แกขาดรายได้ เพราะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพดูดทรายต่อไป
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า ในการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายนั้น ข้อ 18 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ดูดทราย พ.ศ. 2523 ได้กำหนดให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” คำนึงถึงในด้านวิชาการ ในด้านการปกครอง และแม่น้ำลำคลองแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ
โดยเมื่อพิจารณาในด้านวิชาการ จากผลการตรวจสภาพพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ไม่พบว่าการดูดทราย ทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพตลิ่ง สภาพธรรมชาติของลำน้ำ ส่วนในด้านการปกครอง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน แก่ราษฎรในเขตพื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทราย
แต่คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทรายในพื้นที่
ซึ่งข้อ 18 (2) ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ จะมีมติให้อนุญาตได้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่ขออนุญาต
ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเหนือคณะอนุกรรมการฯ และทำให้อำนาจการให้อนุญาตของคณะอนุกรรมการฯ ตามข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวไม่มีผล
อีกทั้งยังทำให้หลักการประชุมตามข้อ 6 ของระเบียบที่ให้มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงไปเพราะทำให้คะแนนเสียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเสียงชี้ขาด
ดังนั้น เมื่อการขอต่อใบอนุญาตดูดทรายของผู้ฟ้องคดี ไม่ก่อความเสียหายแก่สภาพตลิ่งหรือเกิดความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
การที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีต่อใบอนุญาตดูดทรายเพียงเหตุผลเดียว แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดูดทราย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เป็นเหตุให้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ไม่ต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และมีคำสั่งให้หยุดการดูดทราย ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกตามมติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องหยุดการประกอบอาชีพดูดทรายที่ได้ประกอบการต่อเนื่องตลอดมา กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองที่จังหวัดพังงาจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ปฏิเสธไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้จังหวัดพังงาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ว่า ถ้าหลวงจะปฏิเสธไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับการต่ออายุใบอนุญาตดูดทราย กันแล้วละก็ คงต้องใช้เหตุผลเรื่องความเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พิสูจน์กันได้ชัดๆ จริงๆ มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการก็คงต้องฟ้องให้ศาลปกครอง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ให้ความเป็นธรรมแก่เขา ดังเช่นคดีนี้แล . (คดีหมายเลขแดงที่ อ.286/2553))

Read More

การเสนอคำฟ้องต่อศาลปกครอง

การยื่นฟ้องต่อศาล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

1. เรื่องที่นำมาฟ้องต้องเป็นคดีปกครอง และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คือ เป็นกรณีตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

2. ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ

อำนาจศาลในที่นี้หมายถึงทั้งอำนาจและเขตอำนาจกล่าวคือ คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น ก็จะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นจะฟ้องไปยังศาลปกครอง สูงสุดไม่ได้ ในทางกลับกันคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ก็จะต้องยื่นฟ้องต่อศาล ปกครองสูงสุดเท่านั้น อีกทั้งการยื่นฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ซึ่งในศาลปกครองชั้นต้นได้แก่ ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือศาลที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่เขตศาลนั้น ส่วนศาลปกครองสูงสุดมีเขตอำนาจครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

3. คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการตามที่กำหนดไว้และยื่นโดยถูกวิธี

การฟ้องคดีปกครองไม่มีแบบของคำฟ้องกำหนดไว้เฉพาะ แต่ต้องทำเป็นหนังสือ ฟ้องด้วยวาจาไม่ได้) ใช้ถ้อยคำสุภาพ มีรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 กล่าวคือต้องระบุ ชื่อ ที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี คำขอและลายมือชื่อผู้ฟ้องคดี โดยต้องแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปพร้อมคำฟ้อง โดยผู้ฟ้องคดีต้องจัดทำสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐานตามจำนวนผู้ถูกฟ้องคดีด้วย

สำหรับวิธีการยื่นคำฟ้องนั้นจะยื่นด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทนหรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

อนึ่ง ในกรณีที่มีผู้ประสงค์จะฟ้องคดีหลายคนในเหตุเดียวกัน บุคคล ดังกล่าวจะยื่นคำฟ้องร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยมอบให้ผู้ฟ้องคดีคนหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ฟ้องคดีทุกคนก็ได้ ในกรณีนี้ถือว่าการกระทำของตัวแทนผู้ฟ้องคดีในกระบวนพิจารณาผูกพันผู้ฟ้องคดี ทุกคนด้วย

4. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย

Read More

คำฟ้องคดีปกครอง

ศาลปกครองOK

ในการพิจารณาคำฟ้องว่าศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น จะตรวจสอบทั้งในเนื้อหาและในรูปแบบของคำฟ้อง ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้ 3 ประเด็นคือ

  1. ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง
  2. ประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลปกครอง
  3. ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี

โดยมีรายละเอียดในการพิจารณาดังนี้

  1. การพิจารณาคำฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง

ในการพิจารณาว่าคำฟ้องใด ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับคำฟ้องมีลักษณะเป็น คดีพิพาทตามมาตร 9 วรรคหนึ่งแห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาได้จากลักษณะของคู่กรณีและลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือจากลักษณะที่กฎหมายกำหนดมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยเฉพาะ

ลักษณะของคู่กรณี

โดยลักษณะของคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นั้น จะมีคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองในที่นี้มิได้หมายความเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองด้วย เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เช่นเดียวกัน มิได้หมายความเฉพาะข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นตามที่ระบุในนิยามมาตรา 3 แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

ลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

Read More