สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง

เรื่อง สิ่งแวดล้อม, ละเมิด : การถมคลองปิดกั้นทางระบายน้ําทําให้น้ําท่วมขัง มีลักษณะขุ่น
สีคล้ํา เน่าส่งกลิ่นเหม็น เป็นแหล่งเพาะยุงและพาหะเชื้อโรคต่างๆ (ประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๘ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๑๓๐๔ (๒),
พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐ (๔), พ.ร.บ. กําหนดแผน
และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ (๒) (๑๘)
และ (๒๗), พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕, พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓), พ.ร.บ
เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐)

Read More

ถมคูคลอง ก็เป็นคดี !!!!

‘คลอง’ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญขึ้น ว่ามั้ย ?
โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้คลองตามตลาดน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของชุมชนดั้งเดิม หรือที่ขุดลอกสร้างกันใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อทั้งนั้น
ถ้าลองไปเดินดู จะตลาดน้ำอัมพวาก็ดี ตลาดน้ำดอนหวายก็ดี คนเยอะเชียว ยิ่งวันหยุดนะ เดินกันพรึ่บ มากันเป็นคู่ๆ เต็มไปหมด
รุ่นอาวุโสมากหน่อย แบบว่าหนีกันไปไหนไม่ได้แล้ว ประเภทคงต้องอยู่กันไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้าง อะไรประมาณนั้น ลักษณะก็จะเป็นการเดินควงแขนกะหย่องกะแหย่ง ดูแลกันมานิดนึง … น่ารักเชียว
ส่วนที่เห็นชมตลาดเดินจูงมือกันไม่ขาด ป้อนนู่น ป้อนนี่ไปเรื่อยระหว่างเดิน ไอ้นี่น่าจะช่วงระหว่างหวานแหววยังไม่แต่ง ยังอยู่ในโปรโมชั่นดูแลเต็มที่ ว่างั้น
แต่ถ้าเห็นผู้ชายเดินจ้ำพรวดๆ นำมาก่อน ไม่รู้มันจะรีบเดินให้เสร็จๆ ไปถึงไหน แล้วก็มีผู้หญิงเดินหน้าตาเซ็งๆ สลับกับอารมณ์เสียเป็นระยะๆ หิ้วถุงใส่ข้าวของมาเต็มมือ แวะชมโน่น ดูนี่ ตามมาห่างๆ ประมาณซักสองเสาไฟฟ้าเห็นจะได้
ไอ้อย่างเนี้ย … เป็นประเภทแต่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี แล้วก็ยังไม่มีลูกด้วยชัวร์ อารมณ์แบบว่าไม่อยากมา แต่ถูกภรรยาคะยั้นคะยอแกมบังคับให้มา เลยให้หิ้วของเองซะเลย เป็นช่วงหมดโปรโมชั่นประมาณนั้น (ฮา)
แต่ถ้าประโยชน์ของคลองมิได้ใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างนั้น และไม่ได้ใช้เพื่อการสัญจรอย่างในอดีตด้วยแล้ว ก็คงต้องเหลือประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือเพื่อทำการเกษตรหรือประมง
ยิ่งเป็นเรื่องประมงด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าคลองน้ำไม่ดี มีมลพิษ ก็แย่หน่อย กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้จะพานตายกันหมด
แต่ที่หนักไปกว่าก็คือ วันดีคืนดีถ้าเกิดหน่วยงานของรัฐมีโครงการถมคลองเพื่อทำโครงการอื่นเสียเลย อย่างนี้แหละที่จะตายสนิทกัน อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนี่ไง … ความมันมีขึ้นก็เพราะว่า ชาวบ้านแถบนั้น เขาทำอาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลกัน แหล่งน้ำที่เลี้ยงก็ใช้คลองที่มีกันมานี่แหละ
ว่าแต่ว่าคลองสายนี้มันมีที่มานิดนึง เพราะก่อนเป็นคลอง มันเป็นที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเพื่อทำถนน ใช้สัญจรไปมา แล้วก็ใช้เป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ระหว่างตำบลสองตำบลไปด้วยในตัว
วิธีการก็คือว่าชาวบ้านเค้าก็ช่วยกันขุดดินจากริมๆ ที่ดินทั้งสองด้านมาถมไว้ตรงกลางเพื่อทำถนน คราวนี้ ไอ้หลุมยาวตลอดแนวที่ว่างอยู่สองด้าน เค้าก็เลยใช้ประโยชน์เป็นคลองขนาบอยู่สองข้างถนน
แต่อยู่ไปๆ คลองฝั่งหนึ่งเกิดแห้ง เหลืออยู่ฝั่งเดียวให้ชาวบ้านพอได้ใช้เลี้ยงกุ้งทำกินกัน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานดั๊นมีโครงการชลประทานน้ำเค็มซึ่งจำเป็นต้องถมคลองที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งและ ทำการประมง
เลยเดือดร้อนกันไปทั้งบางนะสิ เพราะชาวบ้านขาดแหล่งน้ำที่จะใช้เลี้ยงกุ้งซะแล้ว !!
ชาวบ้านร่วมสามสิบสี่คนก็เลยอาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพราะเรื่องนี้มันเข้าข่ายหน่วยงานกระทำละเมิดต่อชาวบ้าน จากการถมคลองที่ชาวบ้านใช้ แล้วเอาไปทำโครงการชลประทานน้ำเค็ม โดยชาวบ้านที่ฟ้องเค้าขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้หน่วยงานดำเนินการคงสภาพคลองของชาวบ้านไว้อย่างเดิม
เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เป็น “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดี ของศาลปกครอง เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ
เพราะฉะนั้น ที่ชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาเยียวยาทุกข์ให้ … จึงถูกแล้ว !!
แต่ต้องบอกไว้เป็นความรู้นิดนึงว่า การพิพากษาคดีของศาลปกครองในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญด้วยเหมือนกันนะ
เพราะหากพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการอะไรที่ไม่คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน มันก็จะผิด‘หลักการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ’ ไง
เพราะฉะนั้น หากศาลท่านพอที่จะพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขอะไรไปก่อนได้ โดยเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และไม่กระทบงบประมาณแผ่นดินของส่วนรวม ศาลปกครองท่านก็ต้องเลือกทางเส้นนั้น
อย่างเช่นคดีนี้ซึ่งศาลปกครองสูงสุดท่านได้วินิจฉัยว่า การดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานน้ำเค็ม เป็นหนึ่งในแผนงานก่อสร้างโครงการตามแผนแม่บทจัดระบบน้ำเค็มเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นการจัดระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเพื่อควบคุมมิให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ตลอดจนสามารถทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แต่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้ถมคลองเพื่อสร้างคลองส่งน้ำดีในโครงการดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงยังไม่ควรพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้เพื่อให้กลับคืนเป็นถนนในทันที
เนื่องจากการให้รื้อถอนคลองส่งน้ำดีที่พิพาทกันในคดีนี้ทันที ทั้งที่ยังสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวได้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะทั้งในแง่งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการก่อสร้างและที่จะต้องใช้ในการรื้อถอน และประโยชน์ของผู้เลี้ยงกุ้งที่ใช้ประโยชน์จากคลองส่งน้ำดีดังกล่าว ซึ่งไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำให้ที่ดินที่เป็นคลองส่งน้ำดีคืนสภาพเป็นถนน แต่สมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยก่อน ต่อเมื่อกระทรวงมหาดไทยไม่อนุมัติจึงค่อยให้รื้อถอน
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2543 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ก็ให้ดำเนินการรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มที่พิพาทกันในคดีนี้ให้มีสภาพเป็นถนนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการไม่อนุมัติของกระทรวงมหาดไทย
จึงเป็นอันว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ได้ช่วยหาทางออกให้แก่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีเจตนาดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ส่วนรวม สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และที่สำคัญ คือ ไม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของรัฐไปในคราวเดียวกันด้วยนั่นเอง. (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 334/2550)

Read More

ขี้หมาหน้าบ้าน ก็ฟ้องศาลได้

“เรื่องขี้หมา !” ใครว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

ขึ้นหัวเรื่องซะชวนคลื่นเหียนอาเจียนอย่างนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย หรือชวนเล่นของสกปรกกันหรอก แต่ที่ถามไปอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์ “รักษ์โลก” ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กำลังมาแรง ก็เลยจะขอถามความเห็นว่า ในทัศนะของบรรดาคุณๆ มีความเห็นว่า “ขี้หมา” พอจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มั๊ย ?
“หมา” สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับหนึ่งของเราๆ ท่านๆ ที่เดี๋ยวนี้ เพื่อความสุภาพ น่ารัก และดูใกล้ชิด ต้องเรียกว่า “น้องหมา” เนี่ย … เวลามันวิ่ง มันเล่นกับเจ้าของ ดุ๊กดิ๊กๆ ดูแล้วก็น่ารักดี น่ากอดน่าฟัดจับใจเชียว
แต่พอถึงเวลาที่น้องหมามันต้องทำธุระปลด “ทุกข์ส่วนตัว” ของมันบ้าง ไอ้ตอนนี้แหละที่มันไม่ค่อยจะน่า เล่นด้วย เพราะเจ้าของในฐานะพี่ชายหรือพี่สาวที่แสนดีของมัน ก็ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดให้ไว ไม่งั้นทั้งร่องรอย ทั้งกลิ่นทุกข์ส่วนตัวของน้องหมา มันจะกลายมาเป็นทุกข์ส่วนรวมของคนทั้งบ้านได้ในเวลาไม่ช้า
แต่ถ้าเจ้าของน้องหมาเกิดมักง่าย ฉีดล้างทำความสะอาดไม่ดี สักแต่ไถๆ มันออกไปให้พ้นบ้าน ส่วนจะไถล ไปกองอยู่หน้าบ้านใครก็ช่าง ดังสุภาษิตที่ว่า “โยนขี้ให้กับคนอื่น” อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
แล้วที่ร้ายสุดๆ ก็คือ ถ้าอีตาเจ้าของคนนี้ แกดันเป็นครูฝึกน้องหมาชั้นดี ทุกเช้าต้องปล่อยน้องหมามาปลดทุกข์ อยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านพอดิบพอดีอย่างกับสั่งได้ แล้วประทานโทษ … ถ้าบ้านที่โชคดีสุดๆ หลังนั้น บังเอิญเป็นบ้านของคุณเสียด้วย ตื่นนอนมา ต้องเจอทุกข์ส่วนตัวของน้องหมาบ้านข้างๆ ยืนรอทักสวัสดีทุกเช้า ทั้งตัวทั้งกลิ่น อยู่ครบ ไม่เจือจาง … เจออย่างนี้ทุกวัน คุณจะรู้สึกยังไง !!

Read More

ตั้งแผงค้า เกะกะ กีดขวาง ขับไล่อย่างไรดี

เคยหิวข้าวตอนดึกๆ แล้วรู้สึกดีที่บ้านเราอยู่ใกล้กับแผงลอยขายอาหารมั๊ย ?
เป็นใครก็ต้องรู้สึกดีแน่ เพราะมันสะดวกแสนสะดวกที่จะออกไปซื้อหาอาหารกิน เพื่อประทังหิวในยามวิกาล
อืม … แล้วถ้าเจ้าแผงลอยขายอาหารนั้น มันตั้งอยู่หน้าบ้านคุณเด๊ะเลยหละ รู้สึกดีมั๊ย ?
หึๆ เริ่มชักไม่แน่ใจแล้วใช่มั๊ยล่า ?
แล้วเคยสงสัยมั๊ยว่าแผงลอยขายอาหารพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นกับข้าวตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน ทำไมมันถึงไม่ไปอยู่ในตลาดให้เป็นที่เป็นทาง แต่กลับมาตั้งอยู่บนทางเท้าบ้าง ถนนบ้าง หรือหน้าบ้านคนบ้าง แถมยังขายได้ถึงดึกๆ ดื่นๆ มันมีกฎหมายอะไรรองรับให้ทำได้ แล้วใครเป็นคนอนุญาต ?
ตอบให้ก็ได้ว่า ที่แผงลอยขายอาหารสามารถค้าขายกันได้ตามถนนหนทาง หรือหน้าบ้านคน ก็เพราะมี “กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมือง” อนุญาตให้ทำได้
เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเข้ามาช่วยจัดระเบียบการค้าขาย ให้มันเป็นที่เป็นทาง เพราะถ้าขายกันในตลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม พ่อค้าแม่ขายก็ยังมีโอกาสมาตั้งแผงค้าขายกันนอกตลาดได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนนะ ไม่ใช่จะตั้งแผงผัดกับข้าวขายกันตรงไหน เวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ แล้วสถานที่ที่เจ้าหน้าที่เขาอนุญาตให้ขายนั่นหนะ จะเป็นทางเท้า หรือตรงไหนก็ตาม เขาเรียกกันว่าเป็น “จุดผ่อนผันให้ขายหรือจำหน่ายสินค้า”
แล้วที่อนุญาตให้ขายเนี่ย ชั่วคราวนะ ไม่ใช่ตลอดไป … อย่าเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ถ้าอนุญาตแล้ว ต่อมา ไม่เวิร์ค เจ้าหน้าที่เขาก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเลิกได้
เห็นมั๊ยหละว่า ที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่เป็นผู้กำหนดจุดผ่อนผันให้ขายของได้ ก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบการค้าขายนอกตลาด ทั้งให้สะดวกแก่คนซื้อ และก็เพื่อไม่ให้พ่อค้า แม่ค้า มาวางของขายกันเกะกะข้างทาง ทำให้บ้านเมืองขาดระเบียบ และสิ่งแวดล้อมต้องสกปรกไปด้วย
แต่ถ้าจุดผ่อนผันให้ตั้งแผงลอยขายอาหาร มันดันมาตั้งอยู่หน้าบ้านของคุณเด๊ะ จะรู้สึกสะดวกหรือไม่สะดวก ดีหรือไม่ดี หรือทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆ หน้าบ้านคุณหรือไม่ … ก็ลองฟังเรื่องที่เกิดเป็นคดีนี้ดูก็แล้วกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือว่าเฮียเจ้าของร้านแผงลอยขายก๋วยเตี๋ยวรายนี้ เดิมแกได้รับอนุญาตจากเทศบาลให้ขายในจุดผ่อนผันที่อยู่ริมถนน ตั้งแต่ตีห้าจนถึงสองยาม แต่ที่ได้รับอนุญาตให้ขายหนะ ให้เป็น “แผงลอย” เท่านั้นนะ
แต่ปรากฏว่าอยู่มา อยู่มา เฮียแกเริ่มทำมาค้าขายคล่อง แกก็เลยขยายอาณาจักรร้านก๋วยเตี๋ยวของแก จากแผงลอยเป็นกางเต็นท์ขาย ให้มันอลังการงานสร้างไปเลย จะได้รวย .. รวย .. และรวย
แต่แทนที่จะได้รวย กลับกลายเป็นได้เรื่องแทน เพราะเต็นท์ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขยายซะใหญ่โต มันไปทำความเดือดร้อนสุดแสนจะบรรยายให้กับเจ๊เจ้าของบ้านที่อยู่หลังร้านอาเฮียเข้า
เพราะทั้งตัวเต็นท์ที่รุกล้ำบังทางเข้าออกบ้าน เศษอาหารที่ทิ้งสกปรกทั้งวัน กลิ่นและควันของก๋วยเตี๋ยว ทุกสิ่งทุกอย่างมันสุมอยู่ตรงหน้าบ้านเจ๊ทั้งนั้น !
เจอเข้าอย่างงี้ ก๋วยต๋ง … ก๋วยเตี๋ยว ต่อให้สะดวกยังไง ก็กินไม่ลงซะแล้ว เจ๊แกเลยโวยแหลก ขอให้ย้าย แต่เฮียก็ไม่ยอม พูดอยู่อย่างเดียวว่า อั๊วได้รับอนุญาตแล้ว ก็เลยทะเลาะกันเปิง

Read More

เมื่อ “บ่อขยะ อบต.” มาเยือนถึงหน้าบ้านคุณ !

“ขยะ ” สิ่งเหลือใช้ที่ไม่ว่าใครก็รังเกียจ !
“ขยะ” น่าจะถือเป็นข้อยกเว้นเดียวของเรื่องความรักหรือความหลงได้ เพราะทั้ง รูป .. รส .. กลิ่น .. (โชคดีที่ไม่มีเสียง) .. และสัมผัส ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาทั้งสิ้น แม้แต่กองเล็กๆ กองเดียวก็ไม่เอา !
ขยะ .. ถ้าเป็นของบ้านเรา เราก็จะรีบเอามันไปทิ้งถังขยะหน้าบ้าน เรียกว่าเอาออกไปให้พ้นๆ บ้านเรา เร็วที่สุด เป็นดี … กันบ้านเหม็น
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรประมาท เพราะต้องคอยสังเกตกองถุงขยะของเพื่อนบ้านด้วยเหมือนกันว่า มันจะเอียงๆ เขยิบมาอยู่ใกล้บ้านเราหรือเปล่า จะได้ดันคืนกลับไปอยู่ในเขตบ้านเค้าให้ถูกต้อง ของอย่างนี้ .. ห้ามข้ามเขต ! เพราะถึงจะรักเพื่อนบ้านมากขนาดไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องขยะหละก็ .. ต้องระวังป้องกันกันสุดฤทธิ์ทีเดียวเชียว
แต่นั่นมันเป็นขยะจากบ้านเราเอง หรือของบ้านข้างเคียง เรายังพอดูแลไม่ให้มันสกปรกหรือส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเราได้
แต่ถ้าอยู่ๆ เกิด อบต. มาขุดบ่อขยะ แล้วเอาขยะของคนทั้งตำบลมาฝังทิ้งไว้ข้างบ้านเราหละ ! จะทำยังไง ?
เอ๊ … อย่างเงี้ยะ .. อบต. ทำได้ด้วยเหรอ ? แล้วเอาอำนาจอะไรมาทำ ? คุณคงนึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ
ขอคลายสงสัยให้เลยว่า เรื่องของ “ขยะส่วนรวม” นั้น กฎหมายท่านให้เป็นภาระของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. เป็นคนจัดเก็บ ทำลาย แทนชาวบ้านในพื้นที่
มันจะได้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชน มากกว่าให้พวกเรา แต่ละบ้านทำกันเองยังไงคุณ
อ้าว ! แล้วถ้า อบต. ทำเจ๊ง เหม็นตลบอบอวล สกปรกไปทั่ว สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม ทั้งกับตัวเราที่อยู่ใกล้บ่อขยะและต่อชุมชน พอบอกให้ช่วยแก้ไข ก็ตอบแต่ว่าทำให้แล้ว แต่จริงๆ ความเดือดร้อนก็ยังอยู่ อย่างเนี้ย … จะทำยังไงหละ ? หรือจะให้ใครสั่ง อบต. ให้ช่วยแก้ไขให้ได้บ้าง ?
คุณอาจจะยังคาใจกับปัญหาเหล่านี้อยู่ใช่มั๊ย …
อย่าคาใจให้มันรำคาญไปเลย เพราะเรื่องอย่างนี้ มันเป็นลักษณะ “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ที่ อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กระทำการเข้าข่ายละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ดูแลเรื่องการกำจัดขยะให้ถูกต้อง แล้วทำให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวพวกเรา
จะบอกให้ว่า คดีประเภทนี้ คุณไม่ต้องเร่ไปฟ้องที่ศาลไหนให้ผิดศาล เสียเวลา และเสียเงินหรอก เพราะศาล ที่มีอำนาจที่จะพิพากษาแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนจำพวกนี้ให้แก่คุณได้ ก็คือ “ศาลปกครอง”
ต้องฟ้องที่ “ศาลปกครอง” ที่เดียวเท่านั้นคุณ !
จริงเหรอ … แล้วเคยมีคนอื่นเค้าฟ้องศาลปกครอง เรื่องประมาณๆ นี้มาก่อนมั๊ย ? ถ้ามี เล่าให้ฟังหน่อยสิ เผื่อจะได้จำไว้เป็นตัวอย่างบ้าง … คุณคงอยากถามต่ออย่างนี้ใช่มั๊ย ?
มีสิคุณ จะเล่าให้ฟังเป็นความรู้ไว้นะ เรื่องมันเคยมีอยู่ว่า ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี แกมีที่ดินสวยๆ สามแปลงตั้งอยู่ติดถนนทั้งสองฝั่งเลย วันดีคืนดี อบต. ก็มาซื้อที่ดินข้างที่ดินของแก เพื่อเอาไปทำ บ่อฝังกลบขยะ แล้วเนื้อที่ไม่ใช่น้อยๆ นะคุณ ตั้งสิบเอ็ดไร่แหนะ … งานเข้าแล้วไง พ่อคนนี้ !
ไม่เป็นไร … ถ้า อบต. ทำดีตามอำนาจหน้าที่ และไม่ทำให้แกเดือดร้อน ก็ดีไป เพราะมันเป็นการช่วยสังคม
แต่เรื่องมันกลับไม่เป็นไปอย่างนั้นหนะสิ ชาวบ้านแกฟ้องว่า ขยะที่ อบต. เอามาทิ้งไว้ทุกวันๆ ในบ่อขยะ ที่ยังฝังกลบปิดปากบ่อไม่ได้นี่แหละ ทำแกแสบสุดๆ
เพราะระหว่างที่ยังทิ้งขยะไม่เต็ม อบต. ก็ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ อย่างนั้น ไม่ได้ทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากเจ้าขยะที่ยังกองอยู่ในบ่อ รอวันฝังกลบพวกนั้นเลย ไหนจะยังมีที่กองกลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นดิน เพราะยังไม่ได้ขุดบ่อไว้ให้อีกต่างหาก
ได้เรื่องสิทีนี้ … ทั้งกลิ่นเหม็น หนอน หนู แมลงวัน แมลงสาบ สารพัดสัตว์ทั้งหลายที่พอจะเป็นพาหะ ของเชื้อโรคได้ มันก็เฮโลย้ายกันเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ของมันกันให้ครึกครื้นนะสิ
แล้วอีตอนยังแห้งๆ เนี่ย ก็ว่าร้ายพอทำเนาอยู่แล้ว แต่พอตอนฝนตกหละคุณเอ๊ย ! ทั้งกลิ่นที่เหม็นเพิ่ม น้ำเน่าเสีย ที่ไหลเอ่อ เศษขยะที่ลอยปลิว เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันระดมกันทั้งฟุ้ง ทั้งไหล ทั้งลอยกันเข้ามาในที่ดินสวยๆ ทั้งสามแปลงของชาวบ้านคนนี้กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
แถมกลิ่นเหม็นก็ยังมีรัศมีทำการฟุ้งกระจายไปเป็นกิโลๆ ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ เขาพลอยได้อานิสงส์สูดดมไปด้วย เจออย่างนี้ ใครจะไปทนไหวหละคุณ ชาวบ้านรายนี้แกก็เลยไปขอให้ อบต. ช่วย แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอะไร
โชคยังดีที่แกเหมือนรู้ว่า ถ้า อบต. ทำเฉยอย่างนี้ น่าจะเข้าข่ายเป็นคดีหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ ทำให้ทั้งที่ดินและสิ่งแวดล้อมรอบตัวแกเสียไปหมด แกเลยมาฟ้อง ขอให้ศาลปกครองพิพากษาสั่งให้ อบต. ระงับ การทิ้งขยะที่บ่อขยะของ อบต.
ขอบอกไว้นิดนึงนะคุณว่า คดีฟ้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเนี้ย … ฟ้องฟรีนะคุณ ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ไม่ต้องเสียค่าจ้างทนายความ ฟ้องเองได้เลย … สะดวก แถมยังประหยัดอีกต่างหาก
เอ้า.. เข้าเรื่องคดีกันต่อ คดีนี้สู้กันอยู่อึดใจนึง จนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็ได้วินิจฉัยว่า อบต. มีภาระหน้าที่ ในการเก็บและกำจัดขยะตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อ อบต. ใช้ที่ดินของตนเป็นที่ทิ้งขยะ ซึ่งติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดย อบต. ใช้วิธีการกำจัดขยะแบบขุดบ่อแล้วกลบฝังเมื่อบ่อเต็ม แต่ปรากฏว่าระหว่างที่บ่อขยะยังไม่เต็ม อบต. ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้มีขยะบางส่วนทิ้งอยู่บนบริเวณบ่อขยะ ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น และมีน้ำขังปะปนอยู่กับขยะ น่าจะเป็นที่เพาะพันธุ์พาหะนำโรค
อีกทั้งการสร้างระบบป้องกันน้ำจากบ่อขยะที่ไหลออกนอกบ่อ ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ อันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน จึงเห็นได้ว่า อบต. ปล่อยปละละเลยให้มีขยะมูลฝอยในที่ดิน ของตน ไม่กำจัดขยะมูลฝอย รวมทั้งไม่คุ้มครอง ดูแล บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตรับผิดชอบของตน จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้ อบต. ดำเนินการกำจัดขยะที่อยู่บริเวณบ่อขยะพิพาทให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และห้ามนำขยะไปทิ้งที่บ่อขยะดังกล่าวอีกต่อไป จนกว่า อบต. จะกำจัดขยะที่มีอยู่เดิมให้เรียบร้อย และกำหนดวิธีการกำจัดขยะที่ถูกหลักสุขาภิบาล
เห็นมั๊ยหละว่า … เมื่อคุณได้รับความเดือดร้อนจากการที่หน่วยงานของรัฐละเลย ไม่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคุณ หากคุณนึกถึงศาลปกครอง ศาลปกครองก็มีอำนาจที่จะพิพากษาสั่งให้หน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อคืนสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กลับสู่ชีวิตของคุณได้ อย่างเช่นผู้ฟ้องคดีนี้ที่ไม่ต้องทนดมกลิ่นขยะอีกต่อไป… เพราะฉะนั้น นึกถึงสิ่งแวดล้อมดีๆ อย่าลืมนึกถึงศาลปกครองนะคุณ .
(คดีหมายเลขแดงที่ อ. 558/2551)

Read More

หลวงไม่อนุญาตให้ดูดทราย ยื่นฟ้องได้ที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ศาลปกครอง

“แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ในศาลปกครอง … เปิดแล้วจ้า !!!
ป่าวประกาศดังๆ จัดกันไปเต็มๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้ว่า ถ้ามีปัญหาหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วละก้อ
สามารถมาฟ้องคดีที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ของศาลปกครองที่เพิ่งเปิดทำการทั่วทั้งประเทศกันได้นะพี่น้อง
แล้วฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ที่เปิดใหม่เนี่ย … ฟ้องดี ฟ้องง่ายอย่าบอกใครเชียว เพราะว่าเขียนคำฟ้องไม่เป็น มึนๆ งงๆ เริ่มต้นไม่ถูก ก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำ
พยานหลักฐานแนบท้ายคำฟ้อง แนบมาครบไม่ครบ ก็มีท่านตุลาการช่วยพิจารณาตรวจสอบให้ในเบื้องต้น เพื่อจะได้สั่งการให้แก้ไขกันให้ถูกต้อง จะได้เริ่มดำเนินคดีและพิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและยุติธรรม !!!
เรียกได้ว่าศาลปกครองท่านปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม โดยการตั้ง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้น ก็เพื่อเป็นที่พึ่งในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ลองมาฟังตัวอย่างคดีปกครองสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ประชาชน และผลจากคำพิพากษาของศาลปกครองในคดีนี้ดูว่า … ศาลปกครองเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างไร
ความที่จะเล่าต่อไปนี้ มีเนื้อความตามท้องเรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดพังงาปักษ์ใต้บ้านเรา
ต้นสายปลายเหตุก็คือว่า คุณพี่ท่านหนึ่งแกทำมาหากินเกี่ยวกับการดูดทรายในเขตพื้นที่ อบต. มาหลายปีดีดัก
คราวนี้พอใกล้จะครบขวบปี ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตประจำปี พี่แกก็เตรียมหลักฐานไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเรียบร้อย จังหวัดก็เลยส่งเรื่องต่อไปให้ อบต. พิจารณา
แต่ อบต. พิจารณาแล้ว กลับมีมติไม่เห็นชอบให้ต่อใบอนุญาตให้แก่คุณพี่ซะงั้น !! เหตุที่อ้างก็คือว่าการดูดทรายของบริษัทคุณพี่ทำให้ตลิ่งริมคลองพัง ถนนหนทางเสียหาย
อบต. เลยส่งเรื่องกลับมาให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” เสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา
มีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตตามขั้นตอน
แต่คณะอนุกรรมการเห็นมติของ อบต. แล้ว ก็อยากจะขอดูให้เห็นกะตาว่า การดูดทรายของบริษัทคุณพี่จะทำให้ตลิ่ง ถนน พังจริงหรือไม่ เลยพากันออกเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่
พอเห็นพื้นที่จริงแล้ว หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่เสร็จเรียบร้อย คณะอนุกรรมการจึงได้ทำรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า การพังทลายของดินไหล่ถนนริมตลิ่งคลอง เกิดจากฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลไปกัดเซาะ
ไหล่ทาง เพราะว่าถนนไม่มีรางระบายน้ำและท่อลอดใต้ถนน
และจุดเกิดเหตุดังกล่าว ห่างจากบริเวณที่คุณพี่แกดูดทรายประมาณหนึ่งกิโล
ส่วนวิธีแก้ไขมิให้ตลิ่งพังจากการกัดเซาะ คณะอนุกรรมการก็เสนอมาพร้อมเสร็จสรรพว่า อาจทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง กับให้ขุดลอกร่องน้ำ หรือดูดทราย หรือวิธีการอื่นใด เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล
หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการก็ได้มีมติไม่ควรต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่คนนี้ แล้วเสนอผู้ว่าพิจารณา
ผู้ว่าท่านก็รับลูกต่อทันที โดยมีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่ และมีคำสั่งให้คุณพี่แกหยุดประกอบการดูดทรายด้วย
ณ บัด now !!
ชิชะๆ ก็ต่อใบอนุญาตกันมาซื่อๆ ทุกปี … อยู่ดีๆ ปีนี้ ดันมาอ้างว่าบริษัทของกระผมดูดทราย แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย แล้วไม่ต่อใบอนุญาตกันดื้อๆ … อย่างนี้มันต้องฟ้องครับปี้น้อง !!!!!
พี่แกก็เลยมาฟ้องคดีที่ศาลปกครอง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้ และขอให้ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายจากการที่พี่แกขาดรายได้ เพราะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพดูดทรายต่อไป
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า ในการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายนั้น ข้อ 18 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ดูดทราย พ.ศ. 2523 ได้กำหนดให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” คำนึงถึงในด้านวิชาการ ในด้านการปกครอง และแม่น้ำลำคลองแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ
โดยเมื่อพิจารณาในด้านวิชาการ จากผลการตรวจสภาพพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ไม่พบว่าการดูดทราย ทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพตลิ่ง สภาพธรรมชาติของลำน้ำ ส่วนในด้านการปกครอง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน แก่ราษฎรในเขตพื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทราย
แต่คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทรายในพื้นที่
ซึ่งข้อ 18 (2) ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ จะมีมติให้อนุญาตได้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่ขออนุญาต
ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเหนือคณะอนุกรรมการฯ และทำให้อำนาจการให้อนุญาตของคณะอนุกรรมการฯ ตามข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวไม่มีผล
อีกทั้งยังทำให้หลักการประชุมตามข้อ 6 ของระเบียบที่ให้มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงไปเพราะทำให้คะแนนเสียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเสียงชี้ขาด
ดังนั้น เมื่อการขอต่อใบอนุญาตดูดทรายของผู้ฟ้องคดี ไม่ก่อความเสียหายแก่สภาพตลิ่งหรือเกิดความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
การที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีต่อใบอนุญาตดูดทรายเพียงเหตุผลเดียว แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดูดทราย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เป็นเหตุให้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ไม่ต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และมีคำสั่งให้หยุดการดูดทราย ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกตามมติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องหยุดการประกอบอาชีพดูดทรายที่ได้ประกอบการต่อเนื่องตลอดมา กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองที่จังหวัดพังงาจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ปฏิเสธไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้จังหวัดพังงาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ว่า ถ้าหลวงจะปฏิเสธไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับการต่ออายุใบอนุญาตดูดทราย กันแล้วละก็ คงต้องใช้เหตุผลเรื่องความเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พิสูจน์กันได้ชัดๆ จริงๆ มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการก็คงต้องฟ้องให้ศาลปกครอง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ให้ความเป็นธรรมแก่เขา ดังเช่นคดีนี้แล . (คดีหมายเลขแดงที่ อ.286/2553))

Read More