สัญญาทางปกครอง : สัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศ (แพทย์)

เรื่อง สัญญาทางปกครอง : สัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศ (แพทย์)  (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ และ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗๘)  

กรณีที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้อีก

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ.๖๑๗/๒๕๕๗ (ประชุมใหญ่)

Read More

“ปรับปรุงถนน” เอกชนเสียหาย … แต่สาธารณะได้ประโยชน์มากกว่า !

เมื่อกล่าวถึงหลักความได้สัดส่วน (Principle of proportionality) หลายท่านอาจเคย ได้ศึกษาหรือค้นคว้าจากตํารากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายพื้นฐานมาบ้างแล้ว เนื่องจาก หลักความได้สัดส่วนถือเป็นหลักกฎหมายมหาชนทั่วไปที่สําคัญและเป็นหลักในการตรวจสอบการกระทํา ทั้งหลายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อมิให้หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ใช้อํานาจเกินขอบเขต ที่กฎหมายกําหนดไว้จนไปแทรกแซงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้อยู่ภายใต้อํานาจ หรืออีกนัยหนึ่ง หลักความได้สัดส่วนนี้จะนําไปใช้เพื่อควบคุมมิให้ฝ่ายปกครองใช้อํานาจตามอําเภอใจนั่นเอง คําพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดที่จะนํามาเสนอในสานสัมพันธ์ สศป. ฉบับนี้ถือเป็นตัวอย่างและอธิบายถึงหลักกฎหมายนี้ ได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ เนื่องจากเป็นการนําหลักความได้สัดส่วนมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกรณี ที่ฝ่ายปกครองใช้อํานาจในการจัดทาํบริการสาธารณะ แต่เป็นเหตุทําให้เอกชนได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงในคดีนี้ คือ ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินในซอยวัฒนานนท์ 1  ซึ่งเดิมซอยนี้เป็นถนนในโครงการหมู่บ้านวัฒนานนท์ ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ผู้ฟ้องคดีอยู่อาศัยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2524 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2549 ไม่ปรากฏว่ามีน้ําท่วมซอยหรือระดับถนนทรุดตัว เจ้าของโครงการหมู่บ้าน ได้ยกซอยวัฒนานนท์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ประมาณกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สํานักงานเขต) ได้ดําเนินการวางท่อระบายน้ําและปรับปรุงพื้นผิวจราจรในซอยวัฒนานนท์ 1 จากถนนคอนกรีต เป็นลาดยางมะตอยสูงจากพื้นถนนเดิม 35 เซนติเมตร ทําให้ถนนที่สร้างใหม่มีระดับสูงกว่าบ้านของประชาชน ส่วนมากที่อาศัยอยู่ในซอยดังกล่าว รวมทั้งบ้านของผู้ฟ้องคดีด้วย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรุงเทพมหานคร) ดังกล่าวทําให้ตนได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถนํารถยนต์ เข้าออกจากบ้านได้ตามปกติ ประตูรั้วเปิดปิดลําบากอันเนื่องจากถนนมีระดับสูงกว่าพื้นบ้านมาก ระหว่าง การก่อสร้างถนนต้องนํารถยนต์ไปจอดในที่จอดรถของเอกชนทําให้เสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าจอดรถ ค่าจ้างช่าง ก่อสร้างเทคอนกรีตยกพื้นบริเวณประตูรั้วหนา้บ้านให้สูงเท่ากับระดับถนนที่สร้างใหม่ ทําท่อระบายน้ําเชื่อมกับ ท่อระบายน้ําที่วางขึ้นใหม่ วางรางประตูรั้วเหล็กใหม่ จึงนําคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคําพิพากษา หรือคําสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดทีั้งสองชําระเงินจํานวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ปัญหาว่าการปรับปรุงถนนในซอยพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการจํากัดสิทธิของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่ ? ซึ่งมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (มาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน) บัญญัติว่าสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิ และการจํากัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกันกําหนดว่าการจํากดัสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทํามิได้ เว้นแต่อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายและเท่าที่จําเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวว่า การจํากัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน จะกระทําได้แต่โดยมีบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดและจะต้องกระทําเพียงเท่าที่ จําเป็นโดยไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสําคัญแห่งสิทธินั้น เมื่อการดําเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้อาศัย อํานาจตามมาตรา 89 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มิได้เป็น

Read More

คำฟ้องคดีปกครอง

ศาลปกครองOK

ในการพิจารณาคำฟ้องว่าศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น จะตรวจสอบทั้งในเนื้อหาและในรูปแบบของคำฟ้อง ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้ 3 ประเด็นคือ

  1. ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง
  2. ประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลปกครอง
  3. ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี

โดยมีรายละเอียดในการพิจารณาดังนี้

  1. การพิจารณาคำฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลปกครอง

ในการพิจารณาว่าคำฟ้องใด ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับคำฟ้องมีลักษณะเป็น คดีพิพาทตามมาตร 9 วรรคหนึ่งแห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาได้จากลักษณะของคู่กรณีและลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือจากลักษณะที่กฎหมายกำหนดมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยเฉพาะ

ลักษณะของคู่กรณี

โดยลักษณะของคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นั้น จะมีคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองในที่นี้มิได้หมายความเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองด้วย เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เช่นเดียวกัน มิได้หมายความเฉพาะข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นตามที่ระบุในนิยามมาตรา 3 แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

ลักษณะของการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

Read More