“ปรับปรุงถนน” เอกชนเสียหาย … แต่สาธารณะได้ประโยชน์มากกว่า !

เมื่อกล่าวถึงหลักความได้สัดส่วน (Principle of proportionality) หลายท่านอาจเคย ได้ศึกษาหรือค้นคว้าจากตํารากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายพื้นฐานมาบ้างแล้ว เนื่องจาก หลักความได้สัดส่วนถือเป็นหลักกฎหมายมหาชนทั่วไปที่สําคัญและเป็นหลักในการตรวจสอบการกระทํา ทั้งหลายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อมิให้หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ใช้อํานาจเกินขอบเขต ที่กฎหมายกําหนดไว้จนไปแทรกแซงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้อยู่ภายใต้อํานาจ หรืออีกนัยหนึ่ง หลักความได้สัดส่วนนี้จะนําไปใช้เพื่อควบคุมมิให้ฝ่ายปกครองใช้อํานาจตามอําเภอใจนั่นเอง คําพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดที่จะนํามาเสนอในสานสัมพันธ์ สศป. ฉบับนี้ถือเป็นตัวอย่างและอธิบายถึงหลักกฎหมายนี้ ได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ เนื่องจากเป็นการนําหลักความได้สัดส่วนมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกรณี ที่ฝ่ายปกครองใช้อํานาจในการจัดทาํบริการสาธารณะ แต่เป็นเหตุทําให้เอกชนได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงในคดีนี้ คือ ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินในซอยวัฒนานนท์ 1  ซึ่งเดิมซอยนี้เป็นถนนในโครงการหมู่บ้านวัฒนานนท์ ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ผู้ฟ้องคดีอยู่อาศัยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2524 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2549 ไม่ปรากฏว่ามีน้ําท่วมซอยหรือระดับถนนทรุดตัว เจ้าของโครงการหมู่บ้าน ได้ยกซอยวัฒนานนท์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ประมาณกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สํานักงานเขต) ได้ดําเนินการวางท่อระบายน้ําและปรับปรุงพื้นผิวจราจรในซอยวัฒนานนท์ 1 จากถนนคอนกรีต เป็นลาดยางมะตอยสูงจากพื้นถนนเดิม 35 เซนติเมตร ทําให้ถนนที่สร้างใหม่มีระดับสูงกว่าบ้านของประชาชน ส่วนมากที่อาศัยอยู่ในซอยดังกล่าว รวมทั้งบ้านของผู้ฟ้องคดีด้วย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทําของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรุงเทพมหานคร) ดังกล่าวทําให้ตนได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถนํารถยนต์ เข้าออกจากบ้านได้ตามปกติ ประตูรั้วเปิดปิดลําบากอันเนื่องจากถนนมีระดับสูงกว่าพื้นบ้านมาก ระหว่าง การก่อสร้างถนนต้องนํารถยนต์ไปจอดในที่จอดรถของเอกชนทําให้เสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าจอดรถ ค่าจ้างช่าง ก่อสร้างเทคอนกรีตยกพื้นบริเวณประตูรั้วหนา้บ้านให้สูงเท่ากับระดับถนนที่สร้างใหม่ ทําท่อระบายน้ําเชื่อมกับ ท่อระบายน้ําที่วางขึ้นใหม่ วางรางประตูรั้วเหล็กใหม่ จึงนําคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคําพิพากษา หรือคําสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดทีั้งสองชําระเงินจํานวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ปัญหาว่าการปรับปรุงถนนในซอยพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการจํากัดสิทธิของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่ ? ซึ่งมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (มาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน) บัญญัติว่าสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิ และการจํากัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกันกําหนดว่าการจํากดัสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทํามิได้ เว้นแต่อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายและเท่าที่จําเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวว่า การจํากัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน จะกระทําได้แต่โดยมีบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดและจะต้องกระทําเพียงเท่าที่ จําเป็นโดยไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสําคัญแห่งสิทธินั้น เมื่อการดําเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้อาศัย อํานาจตามมาตรา 89 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มิได้เป็น

Read More

ศาลปกครองคืออะไร ?

                ปัจจุบัน ระบบศาลของประเทศไทยเป็นระบบที่เรียกว่า“ศาลคู่”ประกอบด้วย“ศาลยุติธรรม”ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่นๆที่ไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลอื่นและ“ศาลปกครอง”ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา“คดีปกครอง”

           คดีปกครอง1

                คดีปกครอง หมายถึง คดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนกรณีหนึ่งและข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเองอีกกรณีหนึ่ง โดยเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กระทำละเมิดหรือมีความรับผิดอย่างอื่นอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในระบบระบบนิติรัฐ คือ เป็นรัฐที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายทั้งสิ้น หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายของรัฐย่อมไม่อาจจะใช้อำนาจหรือทำการใดๆ ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามอำเภอใจ แต่จะต้องกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเท่านั้นและจะต้องกระทำตามหลักเกณฑ์และภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้นอีกด้วย

ปรัชญาในการใช้อำนาจบริหารราชการบ้านเมืองก็คือ รัฐมีภารกิจตามกฎหมายที่จะต้องดูแลรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกคนเป็นส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะและในขณะเดียวกันนั้นรัฐก็ต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉะนั้นการใช้อำนาจของรัฐจึงต้องถูกตรวจสอบได้ทั้งจากองค์กรภายในและองค์กรภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยศาล

ด้วยเหตุนี้ศาลปกครองจึงมีภารกิจในการตรวจสอบและ ควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองว่าการกระทำ คำสั่ง หรือคำสั่งทางปกครองที่ได้ดำเนินการไปนั้น เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่

Read More