คำอธิบายเกี่ยวกับ คำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครอง

ในกรณีที่ฝ่ายปกครองได้ออกคำสั่งต่างๆ นั้น บางกรณีก็เป็นคำสั่งทางปกครองบางกรณีก็ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำสั่งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ให้คำนิยามว่า “คำสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผล กระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ และการอื่นที่กำหนดใน

กฎกระทรวง ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง (๑) การสั่งรับหรือไม่รับคำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิ ประโยชน์ (๒) การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์ (๓) การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ กล่าวคือ หากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง เช่น การออกกฎ การแจ้งข่าวสาร หรือ การแถลงการณ์ คำสั่งนั้นจะมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปมิได้กระทบต่อสิทธิของผู้รับคำสั่งเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว คำสั่งนั้นย่อมมีผลทางกฎหมายต่อผู้ที่ได้รับคำสั่งหลายประการ กล่าวคือ เมื่อผู้รับคำสั่งทางปกครองถูกกระทบสิทธิโดยผลของคำสั่งทางปกครองบุคคลนั้นก็จะต้องเข้ามาเป็นคู่กรณีตามมาตรา ๕ ๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และมีสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้

Read More

ขี้หมาหน้าบ้าน ก็ฟ้องศาลได้

“เรื่องขี้หมา !” ใครว่าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

ขึ้นหัวเรื่องซะชวนคลื่นเหียนอาเจียนอย่างนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย หรือชวนเล่นของสกปรกกันหรอก แต่ที่ถามไปอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่าช่วงนี้เทรนด์ “รักษ์โลก” ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กำลังมาแรง ก็เลยจะขอถามความเห็นว่า ในทัศนะของบรรดาคุณๆ มีความเห็นว่า “ขี้หมา” พอจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มั๊ย ?
“หมา” สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับหนึ่งของเราๆ ท่านๆ ที่เดี๋ยวนี้ เพื่อความสุภาพ น่ารัก และดูใกล้ชิด ต้องเรียกว่า “น้องหมา” เนี่ย … เวลามันวิ่ง มันเล่นกับเจ้าของ ดุ๊กดิ๊กๆ ดูแล้วก็น่ารักดี น่ากอดน่าฟัดจับใจเชียว
แต่พอถึงเวลาที่น้องหมามันต้องทำธุระปลด “ทุกข์ส่วนตัว” ของมันบ้าง ไอ้ตอนนี้แหละที่มันไม่ค่อยจะน่า เล่นด้วย เพราะเจ้าของในฐานะพี่ชายหรือพี่สาวที่แสนดีของมัน ก็ต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาดให้ไว ไม่งั้นทั้งร่องรอย ทั้งกลิ่นทุกข์ส่วนตัวของน้องหมา มันจะกลายมาเป็นทุกข์ส่วนรวมของคนทั้งบ้านได้ในเวลาไม่ช้า
แต่ถ้าเจ้าของน้องหมาเกิดมักง่าย ฉีดล้างทำความสะอาดไม่ดี สักแต่ไถๆ มันออกไปให้พ้นบ้าน ส่วนจะไถล ไปกองอยู่หน้าบ้านใครก็ช่าง ดังสุภาษิตที่ว่า “โยนขี้ให้กับคนอื่น” อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
แล้วที่ร้ายสุดๆ ก็คือ ถ้าอีตาเจ้าของคนนี้ แกดันเป็นครูฝึกน้องหมาชั้นดี ทุกเช้าต้องปล่อยน้องหมามาปลดทุกข์ อยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านพอดิบพอดีอย่างกับสั่งได้ แล้วประทานโทษ … ถ้าบ้านที่โชคดีสุดๆ หลังนั้น บังเอิญเป็นบ้านของคุณเสียด้วย ตื่นนอนมา ต้องเจอทุกข์ส่วนตัวของน้องหมาบ้านข้างๆ ยืนรอทักสวัสดีทุกเช้า ทั้งตัวทั้งกลิ่น อยู่ครบ ไม่เจือจาง … เจออย่างนี้ทุกวัน คุณจะรู้สึกยังไง !!

Read More

ตั้งแผงค้า เกะกะ กีดขวาง ขับไล่อย่างไรดี

เคยหิวข้าวตอนดึกๆ แล้วรู้สึกดีที่บ้านเราอยู่ใกล้กับแผงลอยขายอาหารมั๊ย ?
เป็นใครก็ต้องรู้สึกดีแน่ เพราะมันสะดวกแสนสะดวกที่จะออกไปซื้อหาอาหารกิน เพื่อประทังหิวในยามวิกาล
อืม … แล้วถ้าเจ้าแผงลอยขายอาหารนั้น มันตั้งอยู่หน้าบ้านคุณเด๊ะเลยหละ รู้สึกดีมั๊ย ?
หึๆ เริ่มชักไม่แน่ใจแล้วใช่มั๊ยล่า ?
แล้วเคยสงสัยมั๊ยว่าแผงลอยขายอาหารพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นกับข้าวตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน ทำไมมันถึงไม่ไปอยู่ในตลาดให้เป็นที่เป็นทาง แต่กลับมาตั้งอยู่บนทางเท้าบ้าง ถนนบ้าง หรือหน้าบ้านคนบ้าง แถมยังขายได้ถึงดึกๆ ดื่นๆ มันมีกฎหมายอะไรรองรับให้ทำได้ แล้วใครเป็นคนอนุญาต ?
ตอบให้ก็ได้ว่า ที่แผงลอยขายอาหารสามารถค้าขายกันได้ตามถนนหนทาง หรือหน้าบ้านคน ก็เพราะมี “กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมือง” อนุญาตให้ทำได้
เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเข้ามาช่วยจัดระเบียบการค้าขาย ให้มันเป็นที่เป็นทาง เพราะถ้าขายกันในตลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม พ่อค้าแม่ขายก็ยังมีโอกาสมาตั้งแผงค้าขายกันนอกตลาดได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนนะ ไม่ใช่จะตั้งแผงผัดกับข้าวขายกันตรงไหน เวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ แล้วสถานที่ที่เจ้าหน้าที่เขาอนุญาตให้ขายนั่นหนะ จะเป็นทางเท้า หรือตรงไหนก็ตาม เขาเรียกกันว่าเป็น “จุดผ่อนผันให้ขายหรือจำหน่ายสินค้า”
แล้วที่อนุญาตให้ขายเนี่ย ชั่วคราวนะ ไม่ใช่ตลอดไป … อย่าเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ถ้าอนุญาตแล้ว ต่อมา ไม่เวิร์ค เจ้าหน้าที่เขาก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเลิกได้
เห็นมั๊ยหละว่า ที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่เป็นผู้กำหนดจุดผ่อนผันให้ขายของได้ ก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบการค้าขายนอกตลาด ทั้งให้สะดวกแก่คนซื้อ และก็เพื่อไม่ให้พ่อค้า แม่ค้า มาวางของขายกันเกะกะข้างทาง ทำให้บ้านเมืองขาดระเบียบ และสิ่งแวดล้อมต้องสกปรกไปด้วย
แต่ถ้าจุดผ่อนผันให้ตั้งแผงลอยขายอาหาร มันดันมาตั้งอยู่หน้าบ้านของคุณเด๊ะ จะรู้สึกสะดวกหรือไม่สะดวก ดีหรือไม่ดี หรือทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆ หน้าบ้านคุณหรือไม่ … ก็ลองฟังเรื่องที่เกิดเป็นคดีนี้ดูก็แล้วกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือว่าเฮียเจ้าของร้านแผงลอยขายก๋วยเตี๋ยวรายนี้ เดิมแกได้รับอนุญาตจากเทศบาลให้ขายในจุดผ่อนผันที่อยู่ริมถนน ตั้งแต่ตีห้าจนถึงสองยาม แต่ที่ได้รับอนุญาตให้ขายหนะ ให้เป็น “แผงลอย” เท่านั้นนะ
แต่ปรากฏว่าอยู่มา อยู่มา เฮียแกเริ่มทำมาค้าขายคล่อง แกก็เลยขยายอาณาจักรร้านก๋วยเตี๋ยวของแก จากแผงลอยเป็นกางเต็นท์ขาย ให้มันอลังการงานสร้างไปเลย จะได้รวย .. รวย .. และรวย
แต่แทนที่จะได้รวย กลับกลายเป็นได้เรื่องแทน เพราะเต็นท์ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขยายซะใหญ่โต มันไปทำความเดือดร้อนสุดแสนจะบรรยายให้กับเจ๊เจ้าของบ้านที่อยู่หลังร้านอาเฮียเข้า
เพราะทั้งตัวเต็นท์ที่รุกล้ำบังทางเข้าออกบ้าน เศษอาหารที่ทิ้งสกปรกทั้งวัน กลิ่นและควันของก๋วยเตี๋ยว ทุกสิ่งทุกอย่างมันสุมอยู่ตรงหน้าบ้านเจ๊ทั้งนั้น !
เจอเข้าอย่างงี้ ก๋วยต๋ง … ก๋วยเตี๋ยว ต่อให้สะดวกยังไง ก็กินไม่ลงซะแล้ว เจ๊แกเลยโวยแหลก ขอให้ย้าย แต่เฮียก็ไม่ยอม พูดอยู่อย่างเดียวว่า อั๊วได้รับอนุญาตแล้ว ก็เลยทะเลาะกันเปิง

Read More

หลวงไม่อนุญาตให้ดูดทราย ยื่นฟ้องได้ที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ศาลปกครอง

“แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ในศาลปกครอง … เปิดแล้วจ้า !!!
ป่าวประกาศดังๆ จัดกันไปเต็มๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้ว่า ถ้ามีปัญหาหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วละก้อ
สามารถมาฟ้องคดีที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ของศาลปกครองที่เพิ่งเปิดทำการทั่วทั้งประเทศกันได้นะพี่น้อง
แล้วฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ที่เปิดใหม่เนี่ย … ฟ้องดี ฟ้องง่ายอย่าบอกใครเชียว เพราะว่าเขียนคำฟ้องไม่เป็น มึนๆ งงๆ เริ่มต้นไม่ถูก ก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำ
พยานหลักฐานแนบท้ายคำฟ้อง แนบมาครบไม่ครบ ก็มีท่านตุลาการช่วยพิจารณาตรวจสอบให้ในเบื้องต้น เพื่อจะได้สั่งการให้แก้ไขกันให้ถูกต้อง จะได้เริ่มดำเนินคดีและพิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและยุติธรรม !!!
เรียกได้ว่าศาลปกครองท่านปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม โดยการตั้ง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้น ก็เพื่อเป็นที่พึ่งในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ลองมาฟังตัวอย่างคดีปกครองสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ประชาชน และผลจากคำพิพากษาของศาลปกครองในคดีนี้ดูว่า … ศาลปกครองเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างไร
ความที่จะเล่าต่อไปนี้ มีเนื้อความตามท้องเรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดพังงาปักษ์ใต้บ้านเรา
ต้นสายปลายเหตุก็คือว่า คุณพี่ท่านหนึ่งแกทำมาหากินเกี่ยวกับการดูดทรายในเขตพื้นที่ อบต. มาหลายปีดีดัก
คราวนี้พอใกล้จะครบขวบปี ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตประจำปี พี่แกก็เตรียมหลักฐานไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเรียบร้อย จังหวัดก็เลยส่งเรื่องต่อไปให้ อบต. พิจารณา
แต่ อบต. พิจารณาแล้ว กลับมีมติไม่เห็นชอบให้ต่อใบอนุญาตให้แก่คุณพี่ซะงั้น !! เหตุที่อ้างก็คือว่าการดูดทรายของบริษัทคุณพี่ทำให้ตลิ่งริมคลองพัง ถนนหนทางเสียหาย
อบต. เลยส่งเรื่องกลับมาให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” เสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา
มีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตตามขั้นตอน
แต่คณะอนุกรรมการเห็นมติของ อบต. แล้ว ก็อยากจะขอดูให้เห็นกะตาว่า การดูดทรายของบริษัทคุณพี่จะทำให้ตลิ่ง ถนน พังจริงหรือไม่ เลยพากันออกเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่
พอเห็นพื้นที่จริงแล้ว หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่เสร็จเรียบร้อย คณะอนุกรรมการจึงได้ทำรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า การพังทลายของดินไหล่ถนนริมตลิ่งคลอง เกิดจากฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลไปกัดเซาะ
ไหล่ทาง เพราะว่าถนนไม่มีรางระบายน้ำและท่อลอดใต้ถนน
และจุดเกิดเหตุดังกล่าว ห่างจากบริเวณที่คุณพี่แกดูดทรายประมาณหนึ่งกิโล
ส่วนวิธีแก้ไขมิให้ตลิ่งพังจากการกัดเซาะ คณะอนุกรรมการก็เสนอมาพร้อมเสร็จสรรพว่า อาจทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง กับให้ขุดลอกร่องน้ำ หรือดูดทราย หรือวิธีการอื่นใด เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล
หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการก็ได้มีมติไม่ควรต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่คนนี้ แล้วเสนอผู้ว่าพิจารณา
ผู้ว่าท่านก็รับลูกต่อทันที โดยมีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่ และมีคำสั่งให้คุณพี่แกหยุดประกอบการดูดทรายด้วย
ณ บัด now !!
ชิชะๆ ก็ต่อใบอนุญาตกันมาซื่อๆ ทุกปี … อยู่ดีๆ ปีนี้ ดันมาอ้างว่าบริษัทของกระผมดูดทราย แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย แล้วไม่ต่อใบอนุญาตกันดื้อๆ … อย่างนี้มันต้องฟ้องครับปี้น้อง !!!!!
พี่แกก็เลยมาฟ้องคดีที่ศาลปกครอง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้ และขอให้ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายจากการที่พี่แกขาดรายได้ เพราะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพดูดทรายต่อไป
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า ในการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายนั้น ข้อ 18 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ดูดทราย พ.ศ. 2523 ได้กำหนดให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” คำนึงถึงในด้านวิชาการ ในด้านการปกครอง และแม่น้ำลำคลองแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ
โดยเมื่อพิจารณาในด้านวิชาการ จากผลการตรวจสภาพพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ไม่พบว่าการดูดทราย ทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพตลิ่ง สภาพธรรมชาติของลำน้ำ ส่วนในด้านการปกครอง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน แก่ราษฎรในเขตพื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทราย
แต่คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทรายในพื้นที่
ซึ่งข้อ 18 (2) ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ จะมีมติให้อนุญาตได้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่ขออนุญาต
ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเหนือคณะอนุกรรมการฯ และทำให้อำนาจการให้อนุญาตของคณะอนุกรรมการฯ ตามข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวไม่มีผล
อีกทั้งยังทำให้หลักการประชุมตามข้อ 6 ของระเบียบที่ให้มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงไปเพราะทำให้คะแนนเสียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเสียงชี้ขาด
ดังนั้น เมื่อการขอต่อใบอนุญาตดูดทรายของผู้ฟ้องคดี ไม่ก่อความเสียหายแก่สภาพตลิ่งหรือเกิดความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
การที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีต่อใบอนุญาตดูดทรายเพียงเหตุผลเดียว แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดูดทราย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เป็นเหตุให้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ไม่ต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และมีคำสั่งให้หยุดการดูดทราย ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกตามมติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องหยุดการประกอบอาชีพดูดทรายที่ได้ประกอบการต่อเนื่องตลอดมา กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองที่จังหวัดพังงาจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ปฏิเสธไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้จังหวัดพังงาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ว่า ถ้าหลวงจะปฏิเสธไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับการต่ออายุใบอนุญาตดูดทราย กันแล้วละก็ คงต้องใช้เหตุผลเรื่องความเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พิสูจน์กันได้ชัดๆ จริงๆ มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการก็คงต้องฟ้องให้ศาลปกครอง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ให้ความเป็นธรรมแก่เขา ดังเช่นคดีนี้แล . (คดีหมายเลขแดงที่ อ.286/2553))

Read More

คดีปกครองประเภทใด ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้?

คดีปกครองประเภทใด ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้?

ศษลปกครอง

คดีปกครองที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ มีอยู่  6 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจา้หนา้ทขี่องรฐัออกกฎ คำสงั่ทางปกครอง หรอืกระทำการอนื่ใด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

คดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ เช่น
– พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ กฎกระทรวงกำหนดเวลาเปิดหรือปิดสถานบริการ ระเบียบมหาวิทยาลัยที่กำหนดให้นักศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์ เป็นภาษาอังกฤษ
– หนังสือเวียนของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับสิทธิการเบิก ค่าเช่าบ้านข้าราชการที่กำหนดหลักเกณฑ์จำกัดสิทธิของข้าราชการ นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าเช่าบ้าน ข้าราชการ

คดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง เช่น
– คำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนญุาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม คำสั่งออกหรือไม่ออกโฉนดที่ดิน
– คำสั่งออกหรือไม่ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร คำสั่งยกเลิกการประกวดราคา
– คำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ

คดีที่ฟ้องขอให้ระงับการกระทำ เช่น
– การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้ารื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเจ้าของอาคารไม่ยอมรื้อถอนตามคำสั่งของ เจ้าพนักงานท้องถิ่น
– การที่กรุงเทพมหานครกำหนดจดุกอ่สร้างสะพานลอยบังหน้า อาคารของผู้ฟ้องคดี
คดีประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่ง ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือสั่งห้ามการกระทำทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

Read More

ศาลปกครองคืออะไร ?

                ปัจจุบัน ระบบศาลของประเทศไทยเป็นระบบที่เรียกว่า“ศาลคู่”ประกอบด้วย“ศาลยุติธรรม”ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่นๆที่ไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลอื่นและ“ศาลปกครอง”ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา“คดีปกครอง”

           คดีปกครอง1

                คดีปกครอง หมายถึง คดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนกรณีหนึ่งและข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเองอีกกรณีหนึ่ง โดยเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กระทำละเมิดหรือมีความรับผิดอย่างอื่นอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในระบบระบบนิติรัฐ คือ เป็นรัฐที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายทั้งสิ้น หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายของรัฐย่อมไม่อาจจะใช้อำนาจหรือทำการใดๆ ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามอำเภอใจ แต่จะต้องกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเท่านั้นและจะต้องกระทำตามหลักเกณฑ์และภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้นอีกด้วย

ปรัชญาในการใช้อำนาจบริหารราชการบ้านเมืองก็คือ รัฐมีภารกิจตามกฎหมายที่จะต้องดูแลรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกคนเป็นส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะและในขณะเดียวกันนั้นรัฐก็ต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉะนั้นการใช้อำนาจของรัฐจึงต้องถูกตรวจสอบได้ทั้งจากองค์กรภายในและองค์กรภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยศาล

ด้วยเหตุนี้ศาลปกครองจึงมีภารกิจในการตรวจสอบและ ควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองว่าการกระทำ คำสั่ง หรือคำสั่งทางปกครองที่ได้ดำเนินการไปนั้น เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่

Read More